ประวัติหลวงปู่ทวดตอนเหยียบน้ำทะเลจืด

         วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องประวัติของหลวงปู่ทวดที่มีการเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ที่มีการเล่าขานกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการพูดถึงกันอยู่และถ้าหากใครก็ตามที่มีเหรียญของหลวงปู่ทวดอยู่ในครอบครองแล้วเราก็เรียกได้ว่าคนกำลังรวยเป็นมหาเศรษฐีเลยทีเดียวเพราะเหรียญของหลวงปู่ทวดนั้นเป็นที่ต้องการของคนที่นิยมเล่นพระกันเป็นอย่างมาก

ซึ่งปัจจุบันราคาของหลวงปู่ทวดถ้าเป็นรุ่นแรกๆและเป็นของแท้ก็ราคาหลักล้านถึงหลักสิบล้านเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวดที่มีการพูดถึงแก่นมาก็คือการที่หลวงปู่ทวดนั้นสามารถเหยียบน้ำทะเลที่เค็มให้กลายเป็นน้ำจืดได้โดยมีการเล่าเรื่องของหลวงปู่ทวดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อหลวงปู่ทวดนั้น

มีการบวชเป็นพระสงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วและต้องการที่จะเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งซึ่งหลวงปู่ทวดนั้นได้อาศัยเรือสำเภาของพ่อค้าเพื่อที่จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปอีกเมืองหนึ่งนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามในระหว่างที่มีการล่องเรือกันอยู่นั้นเองเกิดพายุพัดโหมรุนแรงขึ้นทำให้พายุนั้นได้พัดข้าวของที่อยู่บนเรือกระจัดกระจายตกลงในทะเลและหนึ่งในนั้นก็คือน้ำดื่ม

ซึ่งชาวเรือได้มีการเตรียมเอาไว้และแน่นอนว่าเมื่อไม่มีน้ำดื่มขณะที่อยู่กลางทะเลทำให้ชาวเรือต่างก็รู้สึกไม่พอใจและต่างก็โทษกันว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุพัดข้าวของตรงกลางทะเลนั่นก็เพราะว่ามีพระสงฆ์ติดเรือมาด้วยซึ่งทุกคนพากันมองว่าหลวงปู่ทวดนั้นเป็นคนที่ทำให้เกิดพายุอย่างไรก็ตามทาง หัวหน้าเรือได้สั่งให้ลูกน้องนำเรือเล็กออกไปส่งหลวงปู่ทวดให้ขึ้นฝั่งเราไม่ต้องการที่จะให้ร่วมทางไปด้วยอีกต่อไป

ในระหว่างที่หลวงปู่ทวดลงไปอยู่ในเรือลำเล็กนั่นเองหลวงปู่ทวดได้ใช้เท้าข้างหนึ่ง ยื่นออกไปในทะเลหลังจากนั้นก็บอกให้ชาวเรือคนที่จะพายเรือไปส่งนั้นให้ตักน้ำบริเวณนั้นขึ้นมากินเมื่อชายคนดังกล่าวนั้นได้มีการตักน้ำมากินก็รู้สึกว่าน้ำทะเลตรงนั้นเป็นน้ำจืดจึงได้ร้องบอกให้หัวหน้าของตนเองนั้นได้ฟัง

ซึ่งหลายคนก็ไม่มีใครเชื่อแต่เมื่อได้ลองชิมน้ำดูแล้วก็ปรากฏว่าน้ำทะเลตรงบริเวณนั้นจืดจริงๆทุกคนจึงได้รู้ถึงความอัศจรรย์และอภินิหารที่หลวงปู่ทวดมีจึงได้อัญเชิญหลวงปู่ทวดขึ้นเรือเพื่อที่จะไปส่งหลวงปู่ทวดตามจุดหมายปลายทางที่หลวงปู่ทวดอยากเดินทางโดยทางเรือนั้นได้มีการตักน้ำตรงบริเวณดังกล่าวขึ้นมาบนเรือ

เพื่อเป็นน้ำเอาไว้สำหรับตื่นในการล่องเรือในครั้งนั้นและเรื่องราวนี้ก็มีการกล่าวขานการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่าหลวงปู่ทวดนั้นสามารถที่จะเหยียบน้ำทะเลที่เค็มให้กับเป็นน้ำจืดและนำมาดื่มกินได้นั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  จีคลับคาสิโนออนไลน์

ปีศาจเหนียน ที่ทำให้เรามี วันตรุษจีน ในทุกวันนี้

เพื่อนๆหลายคนเคยได้ยินประวิต ปีศาจเหนียน กันบ้างรึเปล่า เพราะปีศาจเหนียน เป็นต้นกำเนิดของวันตรุษจีนเลยนะ เรามาฟังเรื่องของปีศาจเหนียนกันดีกว่า

วันตรุษจีน เป็นวันสำคัญของชาวจีนมาช้านาน และมีที่เล่าขานกันมาว่า การที่มีวันตรุษจีนแบบทุกวันนี้ที่ มีป้ายสีแดงติดหน้าบาน จุดประทัด หรือ จุดโคมไฟ นั้น เพราะปีศาจเหนียน นั้นเอง ชาวจีนจะเรียนกันสั้นๆว่า เหนียน ซึ่ง เหนียน คือสัตว์โบราณที่ดุร้ายจะออกมา 1 วันใน 365 วัน เพื่อมาล่าผู้คนเพื่อกินเป้นอาหาร และด้วยรูปลักษณ์นั้นดูร่างใหญ่ หน้าตาดุดัน และที่ขนรุงรัง เล็บยาว มีสีขาและมีนิสัยที่ดุร้าย และชอบทำร้ายผู้คน

ซึ่งเหนียนจะมาในช่วงค่ำคืน และมาในช่วงเข้าฤดูใบไม้ผลินั้นเอง และชาวจีนจะนอนไม่หลับตลอดคืน ค่อยหลบอยู่ในบ้าน เพื่อระวังตัวและหลบซ้อนจากเหนียนนั้นเอง ซึ่งตัวเหนียนเอง มักจะบุกไปตามหมู่บ้าน เพื่อไปล้าเหยื่อ ทุกวันที่ 30 เดือน 12 ทุกประตูบานจะปิดเงียบและทำตัวเหมือนไม่มีใครอาศัยอยู่ในบ้านนั้นเอง และหากผ่านคืนนั้นไปได้ จะเป็น วันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 นั้นเอง

และชาวบ้านจะออกมาอวยพร มองหน้าด้วยความยินดี ที่ปลอดภัยมาจากค่ำคืนที่อันตราย และมีการเล่าขานก็ต่อมาเมื่อ ในช่วงคืนหนึ่งที่เหนียนต้องออกล่าผู้คนเพื่อเป็นอาหาร และคืนนั้นเอง เหนียนได้เดินทางไปถึงหมู่บ้าน และพบเห็นว่าในหมู่บ้านนั้นมี เด็กเล่นแส้ฟาดกันไปมาอย่างเสียงดัง และเหนียนรู้สึกกล้วจึงต้องหนีไปอีกหมู่บ้าน แต่พอไปอีกหมู่บ้าน เหนียนก็ต้องตกใจและวิ่งหนี

เพราะว่าเจอผ้าสีแดงฉูดฉาด นั้นเอง และพอไปอีกหมู่บ้าน ก็ดันไปเจอกับกองไฟที่ชาวบ้านก่อเอาไว้ ทำให้เหนียนเกินความหวาดกลัวและหนีไปในคืนนั้น และเพราะเหตุนี้เองชาวบ้านเลยรู้จุดอ่อนของเหนียนแล้ว และนั้นเองเลยกลายเป็นที่มาที่ชาวบ้าน ติดป้ายสัแดงที่หน้าบ้านและจุดบรระทัดให้เสียงดัง รวมไปถึงมีโคมไฟหน้าบ้าน และนั้นเองก็ทำให้เหนียนไม่เคยกลับมาอีกเลย

ชาวบ้านจีนที่รอบปลอดภัยก็รู้สึกดีใจและออกมาเฉลิมฉลองและอวยพรแต่สิ่งดีๆ ให้กันนั้นเอง และนั้นเองเลยกลายมาเป็น วันตรุษจีน ที่เราเห็นในปัจจุบันที่มีการอวยพรและฉลองรับวันใหม่ที่มีความสุข และกินอาหารหรือแลกเปลี่ยนอาหารกันนั้นเอง จนมาถึงการใหแต๊ะเอีย ที่แปลว่า กระเป๋าแดง เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนที่แสดงถึงการมอบคำอวยพรและความสุขนั้นเอง เพื่อนๆรู้แล้วใช่ไหมละว่า เหนียน นี่ละ ที่มาของ วันตรุษจีน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  UFABET เว็บตรง

บัวลอยที่คลองบางกอกน้อย เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

อีกหนึ่งตำนานที่เป็นเรื่องสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดกรุงเทพมหานครเขตธนบุรีที่ต้องนำมาพูดถึงกันในครั้งนี้คงหนีไม่พ้นตำนานบัวลอยซึ่งบัวลอยในที่นี้เป็นชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งโดยเธอนั้นมีบ้านอยู่ในเขตอาศัยพื้นที่แถวบริเวณบางกอกน้อยสำหรับตำนานบัวลอยนั้นชาวบ้านมีการเล่าลือกันว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อว่าบัวลอยเธอกำลังท้องแก่ใกล้คลอด

ซึ่งสามีของเธอนั้นก็รักเธอเป็นอย่างมากไม่อยากจะให้เธอทำงานหนักแต่เธอก็ดื้อรั้นอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของสามีและเธอนั้นมีฝีมือในการทำอาหารและขนมเธอจึงได้ทำขนมขายโดยพายเรือขายในคลองบางกอกน้อยซึ่งเธอจะต้องแอบสามีไปขายเป็นประจำทุกวันเนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ยอมให้เธอทำงานขนมที่เธอขายนั้นเธอขายขนมบัวลอยจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าชื่อของเธอนั้นคือบัวลอยซึ่งเธอขายได้ดีทุกวันแต่เราอยู่มาวันหนึ่งมือถือออกไปขายขนมบัวลอยตามปกติเธอก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลยสามีของเธอที่ออกตามหาเธอไปทั่วจนสุดท้ายผู้คนก็พบว่าเธอเสียชีวิต

ด้วยการตกน้ำตายในคลองบางกอกน้อยนั้นเองจบของเธอลอยขึ้นมาหลังจากที่เธอหายตัวไปประมาณ 3 วันหลังจากนั้นสามีของเธอและชาวบ้านก็ช่วยกันนำศพของบัวลอยขึ้นมาทำพิธีทางศาสนาแต่เนื่องจากว่าความเชื่อของคนในสมัยโบราณนั้นมีความเชื่อที่ว่าหากหญิงท้องแก่เสียชีวิตเป็นการเสียชีวิตแบบผิดปกติถือว่าเป็นการเสียชีวิตแบบตายโหง

จะไม่นิยมเขาแต่จะนิยมในการฝังเพียงเท่านั้นสามีของบัวลอยจึงได้นำร่างของบัวลอยมาฝังไว้บริเวณริมคลองบางกอกน้อยนั่นเองและนับตั้งแต่ที่มีการทำพิธีฝังศพบัวลอยแล้วชาวบ้านบางคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความเฮี้ยนของผีตายโหงจึงได้เดินทางมาขอหวยกับผีของบัวลอยซึ่งบัวลอยก็ไม่เคยทำให้ชาวบ้านผิดหวังเพราะชาวบ้านต่างก็พากันถูกหวยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในทุกวันที่ใกล้วันหวยออกชาวบ้านก็จะมาที่หลุมฝังศพของบัวลอยกันอย่างหนาแน่นเพื่อมาทำการขอหวยแต่เราอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนพบว่าหลุมฝังศพของบัวลอยนั้นถูกขุดขึ้นมาและศพของบัวลอยหายไปซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าศพของบัวลอยนั้นน่าจะถูกเจ้ามือหวยคนใดคนหนึ่งมาขุดเอาไปเผาและทำพิธีสะกดวิญญาณเพราะว่าตั้งแต่มีศพของบัวลอยมาให้หวยชาวบ้านก็ทำให้เจ้ามือหวยนั้น

พากันเจ๊งกันเป็นแถบและนับตั้งแต่ศพของบัวลอยหายไปก็ไม่มีใครพบหรือเจอศพของบัวลอยอีกเลยและไม่สามารถจับได้ว่าใครเป็นผู้ที่ขโมยศพของบัวลอยไปและหลังจากนั้นเรื่องราวของบัวลอยก็ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ดาวน์โหลด Gclub

ศิลปะอียิปต์และสุสานฟาโรห์

ศิลปะคือสิ่งที่ถ่ายทอดความเชื่อและความศรัทธาต่างๆ ในยุคอียิปต์ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ฟาโรห์ต่างๆก็ได้รับความนิยมอย่างมากในการนำงานศิลปะมาพัฒนาเพื่อสร้าง วัฒนธรรมหรือว่าความเป็นอยู่ของประเทศอียิปต์ ประเทศอียิปต์เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในแถบทวีปแอฟริกามีแม่น้ำไนล์มากกว่า 5,000 ไลค์ผ่านกลางประเทศ พี่ถึงทำให้ผู้คนต่างๆมีความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับพระเจ้าที่ประทานแม่น้ำนี้มาให้งานต่างๆของประเทศอียิปต์

ได้ถูกถ่ายทอดเป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันมีการค้นพบ เกี่ยวกับสุสานที่มีการแกะสลักเกี่ยวกับอียิปต์ฟาโรห์ และมีการพัฒนาความรู้ความสามารถเกี่ยวกับงานศิลปะเป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตามในยุคอียิปต์ถือว่าเป็นที่เลื่องลือว่ามีงานปฏิมากรรมเกี่ยวกับนูนต่ำหรืองานลอยตัวเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีงานแกะสลักดินที่ช่างอียิปต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความชำนาญอย่างมากในการทำงานสำเร็จ เงิน แล้วทองคำ อย่างไรก็ตามผู้คนต่างๆในยุคปัจจุบันก็มีการเข้าไปในสถานที่ที่จัดเก็บสมบัติของฟาโรห์เป็นจำนวนมากจึงทำให้มีการค้นพบงานศิลปะเป็นผลไม้สารไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักบนฝาโล่ง หรือว่าในสื่อสารต่างๆเหล่านั้นที่ถูกก็ดับไปด้วยงานศิลปะจนว่าอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันการค้นพบงานศิลปะต่างๆเหล่านี้ก็นำมาพัฒนางานเช่นเดียวกัน ประติมากรรมต่างๆของประเทศอียิปต์ได้รับความนิยมอย่างมากถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุคสมัยใหญ่ๆ

สมัยอาณาจักรเก่า งานประติมากรรมที่มีรูปร่างต่างๆแกะสลักรวมไปถึงงานศิลปะชลมาศที่ทำจากหินที่มีความแข็ง ไม่ว่าจะเป็นหินแกรนิต หินบะซอลต์ เดี๋ยวจะมีคนอื่นอีกมากมายที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นประติมากรรมที่เป็นนูนต่ำประกอบด้วยรูปทรงต่างๆไม่ว่าจะเป็นรูปสัตว์หรือแม้แต่จะเป็นพิธีกรรมต่างๆถูกพัฒนาให้เป็นงานศิลปะจำนวนมาก

ในยุคต่อมานั่นคือยุคอาณาจักรกลาง เป็นยุคที่เป็นอีกหนึ่งอยู่ที่มีความรู้ทางด้านศิลปะจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงานศิลปะหรือว่าจะเป็นในส่วนของการเพิ่มรายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้นใส่ตัวอักษรในลักษณะที่เพิ่ม เป็นอีกหนึ่งทางในการบันทึกอย่างไรก็ตามในยุคนั้นมีการทำรูปนูนจมพื้นค่อนข้าง เพื่อลดระยะเวลาในการทำงาน ในส่วนเรานี้เองจึงทำให้ได้งานเป็นจำนวนมหาศาล

ยุคอาณาจักรใหม่ เป็นยุคที่มีความพึ่งปูและความมั่งคั่งเป็นจำนวนมากในยุคนี้มีการแกะสลักในส่วนของสุสานฟาโรห์ หรือประติมากรรมที่มีแสดงเห็นถึงพระเจ้าอย่างไรก็ตามในยุคต่างๆเหล่านี้ผู้คนต่างๆความสนใจในการพัฒนางานศิลปะไปทางความเชื่อ เพราะผู้คนเชื่อว่าฟาโรห์คือตัวแทนแห่งพระเจ้านี้จึงทำให้ในสุสานฟาโรห์ต่างๆมีการใส่สิ่งของเกี่ยวกับงานศิลปะหรือ เงินทองเป็นจำนวนมหาศาล

 อย่างไรก็ตาม แต่ยุคสมัยก็มีการเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อรวมถึงยังมีในส่วนของลักษณะของงานศิลปะเช่นเดียวกันนี้จึงทำให้งานศิลปะในตามีความแตกต่างกันและมีลักษณะในการใช้งานที่แตกต่างเช่นเดียวกัน อียิปต์เป็นอีกหนึ่งยุคที่มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนา สำนักงานศิลปะการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คน 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    gclub ฟรี 100

การเปลี่ยนแปลงของศิลปะ

 

นักศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาตลอดเวลาเริ่มต้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ที่ การบันทึกข้อมูลต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการบอกต่อเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสถานที่ต่างๆทุกคนต่างๆในยุคหินยุคถ้ำที่อาศัยอยู่ในถ้ำต่างๆ มีความจำเป็นจะต้องมีการบ่งบอกว่าสัตว์ในละแวกนั้นมีอะไรบ้างและสามารถล่าอะไรได้บ้าง รวมถึงแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือแต่ละฤดูกาลมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เป็นการจดบันทึกเพื่อให้คนรุ่นหลังที่เข้ามาอยู่ในถ้ำนั้นได้รับรู้นั่นก็คืออีกหนึ่งสิ่งที่เขาใช้ กระดูกสัตว์ เลือดสัตว์ รวมทั้งใช้หินต่างๆในการจดบันทึกขีดต่างๆกำแพงเป็นภาพนูน

เพื่อบ่งบอกถึงรายละเอียดที่ชัดเจนส่วนใหญ่ก็จะเป็นการล่าสัตว์ต่างๆเพื่อบ่งบอกว่าในอาณาเขตนี้มีสัตว์ใดบ้าง ในยุคปัจจุบันก็มีการค้นพบถ้ำหลายๆท่านที่มีลักษณะของการบันทึกเรื่องราวต่างๆหรือว่าเป็นงานศิลปะในยุคก่อน ในยุคต่อมาที่มีการพัฒนาให้งานศิลปะเป็นมากกว่าแค่การจดบันทึกเป็นทั้งสุนทรียภาพ การพัฒนาการทำงาน หรือแม้แต่จะเป็นการบ่งบอกถึงความคิดของศิลปินหรือจิตรกรต่างๆ

จึงทำให้ในยุคต่างๆเหล่านี้มีการพัฒนาการทำงานไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ช่างต่างๆก็มีการพัฒนาที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นไม่เพียงแต่เป็นงานภาพเขียนหรือภาพวาดแบบนั้นยังมีในส่วนของเครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆที่ถูกพัฒนาเพิ่มมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันผู้คนต้องการความสนใจในการเข้ามาศึกษาเกี่ยวงานศิลปะเพื่อศิลปะทุกยุคทุกสมัยก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน 

ไม่ว่าจะเป็น ยุคหิน ที่มีลักษณะในการใช้อุปกรณ์ต่างๆเข้ามาขูดขีดสร้างรอยนูนหรือสร้างสิ่งต่างๆที่ง่ายมากยิ่งขึ้นในการใช้งานเพราะผู้คนต่างๆจำเป็นจะต้องมีการเข้าถึงเหมือนกันว่างานศิลปะ นี่ถึงแสดงให้เห็นว่างานศิลปะและ วัฒนธรรมในการใช้ชีวิตของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพราะแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ ยุคสมัยต่างๆหรือผู้นำต่างๆก็มีความต้องการในการสร้างผลงานที่แสดงถึงความเรื่องอำนาจของยุคสมัยของตัวเอง

หรือว่าสร้างสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยุคสมัยของอียิปต์ เมโสโปเตเมีย ยุคกรีก โรมัน ยุคคริสเตียน รวมไปถึงในส่วนของยุคไบเซนไทน์ ยุคต่างๆเหล่านี้มีความสำคัญเกี่ยวกับศิลปะทั้งสิ้นเพราะศิลปะต่างๆมีการพัฒนาหรือมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาให้ผู้คนต่างๆสามารถเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้นเพราะสิ่งที่ศิลปะให้กับผู้คนนั้นนั่นคือสุนทรียภาพแห่งการรับรู้ต่างๆรวมถึงการบันทึกเรื่องราวต่างๆ

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยของศิลปะต่างๆ ผู้คนในยุคกลางมีการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนั้นก่อนผ่านทางงานศิลปะงานศิลปะเป็นทั้งการบันทึกเรื่องราวต่างๆ กิจกรรม การอยู่อาศัยและวิถีชีวิตของผู้คนต่างๆจึงเป็นส่วนสำคัญที่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยของงานศิลปะต่างๆส่งผลให้การศึกษาของผู้คนหรือการรับรู้เรื่องราวของผู้คนในยุคหลังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ทั้งกล่อมเกลาจิตใจผู้คนเป็นการบันทึกเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการส่งต่อความคิดต่างๆที่ดีมากยิ่งขึ้น 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet

ศิลปะกับการแต่งตัว

การแต่งตัวถือเป็นความชอบ ความสนุกสนาน ความแปลกใหม่ และแสดงออกถึงตัวตนของใครหลายคน การแต่งตัวไม่มีขีดจำกัด ทุกคนสามารถแต่งตัวอย่างไรก็ได้ แต่งตัวด้วยสีสันมากน้อยแค่ไหนก็ได้ เพราะการแต่งตัวคือแฟชั่น และแฟชั่นไม่มีคำนิยามที่ตายตัว ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ กำหนดกรอบการแต่งตัว

แฟชั่นของตัวเองได้ การแต่งตัวก็ไม่ต่างจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ต้องมีการประยุกต์ การคุมโทนสี การเล่นสี การจินตนาการภาพ ทุกอย่างล้วนมาจากความสร้างสรรค์ และความสร้างสรรค์คือหัวใจหลักของการก่อให้เกิดงานศิลปะ

การแต่งตัวเป็นงานศิลปะได้อย่างไร

1.การเลือกสีของเสื้อผ้าไม่ต่างจากการจะลงสีบนภาพวาด หากเปรียบเรือนร่างของมนุษย์เป็นกระดาษวาดเขียนแล้วนั้น การเลือกสีของเสื้อผ้าก็ไม่ต่างจากการนำสีมาแต่งเติมบนเรือนร่างที่เปรียบเสมือนกระดาษวาดภาพที่มีชีวิต อีกทั้งการจะกำหนดแต่ละสีนั้นล้วนมาจากการคิดวิเคราะห์สถานที่ เวลา โอกาส ไม่ต่างจากงานศิลปะที่ต้องมีการวิเคราะห์ว่าควรเติมสีไหนลงบนกระดาษวาดเขียน เช่น หากจะไปงานศพควรเลือกสีขาวดำ เช่นเดียวกับรูปภาพหากอยากให้ภาพดูเศร้าหมองก็ใช้โทนขาวดำ 

2.การประยุกต์ใช้ ผสมผสานเสื้อผ้าให้มีความเข้ากัน ก็ไม่ต่างจากการออกแบบรูปภาพ การออกแบบรูปภาพก็คืองานศิลปะ ดังนั้นการออกแบบเสื้อผ้า ประยุกต์เสื้อผ้าก็ย่อมเป็นงานศิลปะเช่นกัน อย่างการที่เรานำเสื้อเชิ้ตขาวตัวใหญ่มาใส่ให้กลายเป็นเดรสเชิ้ต นั่นก็ทำให้เกิดเป็นแฟชั่นอีกแบบหนึ่ง ทำให้การแต่งตัวสร้างสรรค์ขึ้น เมื่อความสร้างสรรค์เกิดขึ้นจากการออกแบบเสื้อผ้า ประยุกต์เสื้อผ้า ดังนั้นความสร้างสรรค์ชุดดังกล่าวก็ย่อมทำให้เกิดเป็นผลงานศิลปะได้

3.เสื้อผ้าแต่ละตัวที่เราสวมใส่ก็ล้วนมาจากผลงานแฟชั่นการออกแบบเสื้อผ้า การออกแบบเสื้อผ้าก็ย่อมเป็นหนึ่งในงานศิลปะ เพราะการออกแบบก่อให้เกิดผลงานศิลปะ และผลงานจากศิลปะการออกแบบนั้นก็คือเสื้อผ้าที่เราสวมใส่นั่นเอง หากไม่มีศิลปะ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่อาจไม่สวยงาม ไม่ทันสมัย ไม่มีเสน่ห์มาจนถึงปัจจุบันนี้ 

กล่าวได้ว่าศิลปะแทบจะเป็นพื้นฐานในการก่อให้เกิดความสวยงามต่างๆบนโลก ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน ของใช้ ของกิน รวมถึงเครื่องนุ่งห่มอย่างเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กันในทุกวัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องมีการออกแบบทำให้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาได้ ศิลปะอยู่กับเราทุกหนทุกแห่ง อยู่ตั้งแต่การที่เราเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าแล้ว การออกแบบเสื้อผ้าทำให้เกิดความหลากหลายของแฟชั่น ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังทำให้การแต่งตัวมีความสนุกสนานมากขึ้น ต้องยอมรับเลยว่าศิลปะมีความสำคัญและจำเป็นต่อมนุษย์จริงๆ ไม่มีศิลปะคงไม่มีความสวยงาม ความสร้างสรรค์บนโลกใบนี้ให้เราได้เห็นจนถึงมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

สนับสนุนโดย   สมัครยูฟ่าเบท

เครื่องสังคโลก

ใครหลายคนคงไม่คุ้นหูกับคำว่า  “เครื่องสังคโลก” โดยเฉพาะคนสมัยใหม่ นอกจากจะไม่คุ้นหูแล้ว อาจจะยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ มีผู้สันนิษฐานว่า สังคโลก เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ซ้องโกลก ซึ่งมีความหมายว่า เตาแผ่นดินซ้อง หรืออาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า สวรรคโลก 

เครื่องสังคโลกเป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดหนึ่ง แต่มีคุณภาพที่ดี มีการตกแต่งลวดลายที่สวยงามและมีการเคลือบผิวเครื่องปั้น เครื่องสังคโลกจะใช้ความร้อนในการเผาเฉลี่ย 1,150-1,280 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นความร้อนที่สูงมาก อีกทั้งเตาเผาที่จะใช้ในการเผาและเทคนิคในการเผาก็มีการพัฒนามาจากเครื่องปั้นดินเผา มีต้นกำเนิดจากสุโขทัย ถึงกับมีการขนานนามสุโขทัยว่า คือ เมืองแห่งเครื่องสังคโลก 

รูปแบบและลวดลายเครื่องสังคโลกสามารถแยกประเภทได้ดังนี้

1.ประเภทเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแข็งไม่เคลือบ ใช้แม่พิมพ์กดทับในการทำลวดลายหรือการประดับด้วยการปั้นดินแปะติดกับเครื่องปั้นดินก่อนนำเข้าเตา ซึ่งประเภทนี้จะประกอบไปด้วย ลายก้านขด ลายเรขาคณิต 

2.ประเภทเครื่องถ้วยเนื้อดินแข็งกึ่ง Stoneware ไม่มีการเคลือบแต่มีการชุบน้ำที่ดิน ประดับลวดลายด้วยการเขียนลายสีแดง

3.ประเภทเครื่องถ้วย ซึ่งเคลือบด้วยสีน้ำตาลเข้มอันเป็นการเคลือบสีเดียวกับสีพื้น ลักษณะคล้ายกับเครื่องถ้วยลพบุรีที่มีการเคลือบสีน้ำตาล

4.ประเภทเครื่องถ้วย ซึ่งเคลือบด้วยสีเขียวไข่กา หรือ celadon ประดับลวดลายด้วยการขุดและขูดเนื้อดิน แล้วจึงเคลือบทับลายอีกที ลักษณะคล้ายกับเครื่องถ้วยจากเตาหลงฉวน ประเภทจีน

5.ประเภทเครื่องถ้วย ซึ่งเคลือบด้วยสีขาว ประดับลวดลายด้านบนด้วยการเคลือบสีน้ำตาลทอง

6.ประเภทเครื่องถ้วย ซึ่งเคลือบด้วยสีขาว ประดับลวดลายด้านใต้ด้วยการเคลือบสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายกับเครื่องถ้วยจีนและเครื่องถ้วยเวียดนาม

7.ประเภทเครื่องถ้วยดินเผา ซึ่งเกิดจากการผาหรือการตากให้แห้ง แล้วนำไปทำน้ำโคลนเหลวด้วยการทาทับที่เครื่องถ้วยอย่างหนา ประดับลวดลายด้วยการสลักลาย แล้วนำเข้าเตาเผา

การผลิตเครื่องสังคโลกมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้สอยเหมือนเครื่องปั้นดินเผา แต่จะมีลวดลายที่สวยงามมากกว่า จึงทำให้เครื่องสังคโลกเป็นที่นิยมและนำไปค้าขายได้มากกว่าเครื่องปั้นดินเผา จนสามารถส่งขายออกไปต่างประเทศได้  เครื่องสังคโลกนั้นเป็นศิลปหัตถกรรมที่ค่อนข้างหาได้ยาก และมีราคาที่สูง ผู้ผลิตมักนิยมส่งออกไปขายต่างประเทศมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามคนไทยยังสามารถหาชมศิลปหัตถกรรมเครื่องสังคโลกเหล่านี้ได้อยู่ด้วยการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่มีการเก็บรวบรวมสะสมเครื่องสังคโลกไว้ เพื่อจะได้ศึกษาและเห็นถึงความสวยงามของศิลปหัตถกรรมไทยว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความงดงาม มีเอกลักษณ์และควรค่าแก่การรักษาไว้มากเพียงใด

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   จีคลับ คาสิโน

SAGRADA FAMILIA ศิลปสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้างระดับนานาชาติ

 

ศิลปะนั้นมีหลายแขนงซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สถาปัตยกรรม ซึ่งทางวิชาการจะรู้จักกันในชื่อ ศิลปะสถาปัตยกรรม เป็นการงานศิลปะในด้านการออกแบบให้ปรากฏออกมาเป็นรูปร่าง ในกลุ่มคนที่เจริญแล้วมักจะสร้างสถาปัตยกรรมออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้สอย อย่าง โบสถ์ เจดีย์ มหาวิหาร เป็นต้น วันนี้เราจะพาไปส่องสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติในยุโรก โกธิค กัน

ในบรรดาสถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นที่รู้จัก คงหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมในเมืองบาร์เซโลนา เพราะเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมยุโรปโกธิค ในยุคนั้นจะมีศิลปินนักออกแบบชื่อดังที่มีชื่อว่า Antonio Gaudi (เกาดี้) ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านของงานสถาปัตยกรรม และผลงานที่สะดุดตาที่สุดของเขาก็คือ มหาวิหาร SAGRADA FAMILIA นั่นเอง 

Sagrada Familia เป็นสถานที่สำคัญอันมีชื่อที่สุดของเมืองบาร์เซโรนาไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมืองก็สามารถเห็นยอดทั้ง 8 ของมหาวิหารนี้ได้ ตั้งสูงลิ่วอย่างโดดเด่น โดยมหาวิหารนี้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี คริสต์ศักราช 1882 โดยได้ออกแบบให้มีหอสูงทั้งหมดถึง 18 หอ แต่น่าเสียดายมากจริงๆ เมื่อหลังจากสร้างเสร็จไปแล้ว 8 หอ โดยคิดเป็นความก้าวหน้าของงานประมาณ 50 % ผู้สร้างอย่าง Antoni Gaudi ก็ได้เสียชีวิตลงไป จากการถูกรถรางทับ เมื่อคริสต์ศักราช 1926 และศพของเขาได้ถูกฝังไว้ในมหาวิหาร Sagrada familia ด้วย ทำให้เราอาจขนานนามได้ว่าสถานที่นี้เป็นมหาวิหารที่ยังสร้างไม่เสร็จ อย่างไรก็ตาม  ในปีคริสต์ศักราช 1952 ก็มีการกลับมาดำเนินการก่อสร้างต่อ 

ผลงานชิ้นนี้ของ Antonio Gaudi  มีความแปลกตาจากงานชิ้นอื่นของเขา ตรงที่มมีสีสันที่ไม่ฉูดฉาด เรียบๆ แบบโทนสีธรรมชาติ ด้วยแนวคิดการคืนกลับสู่ธรรมชาติ  ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง ช่วยบรรเทาความรู้สึกที่วุ่นวาย ให้เย็นลง สมกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และการตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงามสลักเสลาทั้งข้างนอกตัวโบสถ์และข้างใน ผนังโบสถ์ด้านหนึ่งแสดงภาพ

หรือ ขึ้นรูปสลักเป็นเรื่องราวการประสูติของพระเยซูคริสต์ ตัวตึกบรรจงประดับโดยการใช้โมเสคจากเวเนเชี่ยน มหาวิหารนี้นักออกแบบเกาดี้ได้ออกแบบให้เป็นสไตล์โมเดิร์นนิสโม ซึ่งเป็นศิลปะแบบฉบับเฉพาะถิ่น ผสมกับอาร์ตนูโว ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล

อีกหนึ่งลักษณะเด่นของมหาวิหารนี้ คือ การผสมผสานระหว่างการก่อสร้างสมัยใหม่และสมัยเก่ารวมกัน ที่เห็นได้ชัดเจน คือ บริเวณข้างหน้าและหลัง จะพบการตัดกันของหิน การสร้างมหาวิหารนี้ได้ถูกกำหนดให้แล้วเสร็จในปีคริสต์ศักราช 2026 เพื่อให้พอดี 100 ปี กับการจากไปของเกาดี้  อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามนั้นอยู่มาก เรามาเอาใจช่วยกันดีกว่าว่ามหาวิหารนี้จะลบล้างฉายา มหาวิหารที่สร้างไม่เสร็จ ได้หรือไม่

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   gclub ฝากขั้นต่ำ 20

ศิลปะกับการตกแต่งร้านกาแฟ

ร้านกาแฟในปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่ที่จำเป็นสำหรับคนในยุคนี้อย่างมาก เพราะไม่ว่จะเป็นการทำงาน การออกไปพักผ่อน ร้านกาแฟก็ยังคงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันดับต้นๆที่ คนส่วนใหญ่นั้นมักจะนึกถึง เพราะนอกจากจะมีกาแฟ ขนม นมเนยให้เราเลือกรับประทานแล้ว สถานที่ที่เป็นร้านกาแฟในบ้างร้านนั้นก็ได้มีการนำสิ่งที่ดป็นศิลปะเข้ามาใช้ในการตกแต่งเพื่อให้เกิดความสวยงาม

และสร้างกาตกแต่งที่แปลกใหม่เพื่อเป็นจุดขายของร้านหรือสิ่งที่เป็นจุดที่จะทำให้เกิดความสนใจจากผู้ที่มาใช้บริการได้ และในการนำศิลปะมาใช้ในการตกแต่งนั้นก็มีทั้งการตกแต่งภายใน ภายนอก 

รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งต่างๆอีกมากมายภายในร้านด้วย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างมาก เพราะอย่างน้อยการใช้ศิลปะเข้ามาผสมผสานกับร้านกาแฟนั้นถือว่าเป็นการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะของผู้สร้างสรรค์แถมยังเป็นการสร้างบรรยากาศและปลูกฝังให้ผู้ที่มาพบเห็นนั้นได้รู้สึกซึมซับถึงศิลปะต่างๆด้วย ซึ่งศิลปะที่จะสามารถนำมาสร้างารรค์ได้นั้นไม่ได้มีเพียงศิลปะอย่างเดียวเท่านั้นแต่มีศิลปะที่หลากหมาลที่ผู้สร้างสรรค์สามารถที่จะนำมาผสมผสานให้เข้ากับตัวร้านกาแฟและศิลปะเกล่านี่นจะต้องบ่งบอกความเป็นตัวคนของผู้สร้างและเสน่ห์ที่น่าค้นหาของร้านกาแฟด้วย จึงจะเป็นสิ่งที่ทำให้การสร้างสรรค์ศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เกิดความสูญเปล่าในการสร้างสรรค์นั่นเอง

การตกแต่งภายใน การนำศิลปะมาตกแต่งภายในนั้นสามารถทำได้หลากหลายมากมาย และศิลปะที่นำมาผสมผสานนั้นจะสร้างสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของร้านกาแฟได้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะในการวาด การวาดถือเป็นศิลปะสำคัญและง่ายมากที่จะนำมาสร้างสรรค์และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การตกแต่งร้านดูมีสิ่งที่น่าค้นหามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการนำศิลปะเข้ามาตกแต่งภายในโดยการวาดรูปสิ่งที่เป็นตัวต้นของร้าน เช่นการวาดรูปและตกแต่งเป็นรูปเมล็ดกาแฟต่างๆ งานปั้นก็เป็นงานที่ได้รับความนิยมมาตกแต่งร้านกาแฟเช่นกัน รูปปั้นต่างๆก็ถือว่าสร้างความสวยงามให้ตัวร้านไม่น้อยเลยทีเดียว

การตกแต่งภายนอก การตกแต่งภายนอกถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญการนำศิลปะเข้ามาใช้ผสมผสานในการตกแต่งภายนอกร้านนั้นจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับร้านได้และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะร้านจะโดเด่นหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการตกแต่งภายนอกด้วนนั่นเอง ดังนั้นแฃ้วโดยส่วนใหญ๋ที่ร้านกาแฟดังๆมีการตกแต่งภายนอกด้วยการเพ้นท์หรือการพ่นสีด้วยสเปร์กถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความสวยงามและความน่าจดจำให้แก่ผู้พบเห็นด้วย

เฟอร์นิเจอร์ เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะหัวใจหลักของร้านก็ควจะหนีไม่พ้นเฟอร์นอเจอร์ ถ้าหากเฟอร์นิเจอร์มีการตกแต่งด้วยการนำศิลปะต่างๆมาผสมผสาน ยกตัวอย่างเช่น งานปั้น งานสี งานไม้ และงานแกะสลักก็ถือว่าเป็นการนำศิลปะมาสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความสวยงามและความน่าจดจำและเอกลักษณให้ร้านของเราด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งท่ำเป็นที่จะต้องมีการนำมาผสมผสานกับสิ่งต่างๆในการที่จะตกแต่งร้านกาแฟใฟ้น่าสนใจด้วย

 

 

สนับสนุนโดย   www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ อาถรรพ์แมวดำ

          หลายคนชอบเลี้ยงแมวเจ้าแมวนั้นเป็นสัตว์ขี้อ้อนและหน้าตาน่ารักแต่ก็มีแมวบางสายพันธุ์ซึ่งมันจะมีสีดำทั้งตัวขนของมันจะสั้นทำให้บางคนที่เห็นแมวดำแล้วมีความรู้สึกว่าแมวดำนี้เป็นสัตว์ที่มีความลึกลับน่ากลัว ในสมัยโบราณนั้นมนุษย์เรามีความเชื่อและความผูกพันเกี่ยวกับแมวดำมาเนิ่นนาน สำหรับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยโบราณหรืออาจจะลากมาจนถึงปัจจุบันนี้คนไทยนั้นมักมีความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำว่าเป็นตัวแทนของ ความศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ

มีความเชื่อกันอยู่ว่าหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวจะมีความบาปมาก โดยมีความเชื่อกันว่าหากใครก็ตามฆ่าแมว 1 ตัวเปรียบได้กับคนคนนั้นฆ่าสามเณร 1 รูปเลยทีเดียวอีกครั้งแมวดำนั้นชาวบ้านคนไทยยังมีความเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของสิ่งเร้นลับ และยังเป็นตัวแทนของรางร้ายซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นเชื่อกันว่าหากมีแมวดำกระโดดข้ามโลงศพ วิญญาณของคนตายที่ถูกแมวดำกระโดดข้ามโลงศพนั้นก็จะกลายมาเป็นวิญญาณที่มีความดุร้ายและเฮี้ยนจะคอยออกมาหลอกหลอนผู้คนและทำร้ายผู้คน เกี่ยวกับเรื่องราวของแมวนั้นมีการว่ากันว่าแต่ก่อนนั้นแมวเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าต่อมาก็ย้ายมาอยู่อาศัยกับมนุษย์

จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน อย่างเช่นประเทศอียิปต์นั้นในสมัยโบราณผู้คนต่างพากันนับถือแมวดำเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าแมวดำของประเทศอียิปต์นั้นประชาชนเชื่อกันว่ามันคือตัวแทนของเทวีบาสเต็ด ดังนั้นผู้คนจึงเคารพบูชาแมวดำเป็นอย่างมาก  สำหรับรูปร่างของเทวีบาสเต็ดนั้น จะมีรูปร่างเหมือนคนแต่มีหัวเหมือนคล้ายกับสิงห์

ซึ่งเทวีองค์นี้จะเป็นตัวแทนปกป้องเกี่ยวกับเรื่องของภยันตรายต่างๆ และแมวถือได้ว่าเป็นบริวารของเทวีองค์นี้ดังนั้นหากใครก็ตามที่มีการดูแลแมวเป็นอย่างดีก็จะได้รับการปกป้องจากเทวีองค์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน และหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวก็จะถูกเทวีองค์นี้ลงโทษอย่างหนักเช่นเดียวกัน ทางด้านฝั่งยุโรปนั้นมีความเชื่อกันเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นคือที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้ายอย่างเช่นแม่มด ซึ่งเป็นตัวแทนของมนต์ดำและซาตาน ในสมัยยุคกลางคนในประเทศยุโรปแต่มีการเชื่อกันว่าหากผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มีการเลี้ยงแมวดำเอาไว้และประพฤติตัวหรือทำตัวลึกลับซับซ้อนแสดงว่าคนคนนั้นคือแม่มด

พวกเขาจะถูกชาวบ้านล่าตัวและจับไปลงโทษอย่างทรมาน  ในขณะเดียวกันสำหรับทางด้านประเทศอินเดียโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นเป็นสัตว์เป็นพาหนะของพระษัษฐี  ซึ่งเธอคือเทวีแห่งความตายของทารกหรือที่เราเรียกกันว่าแม่ซื้อประจำตัวเด็กนั่นเอง ซึ่งคนอินเดียโบราณมีความเชื่อกันว่าหากแมวดำไปอยู่ใกล้บริเวณบ้านหลังไหนแสดงว่าวิญญาณของ พระษัษฐี กำลังมาที่บ้านหลังดังกล่าวและอีกไม่นานคนในบ้านหลังนั้นก็จะต้องมีคนเสียชีวิตอย่างแน่นอน

ดังนั้นชาวอินเดียเมื่อจะมีการประกอบพิธีงานศพจึงมักจะต้องมีการขับไล่แมวดำที่มาป้วนเปี้ยนแถวบริเวณงานศพออกไปเพื่อป้องกันการเกิดอาถรรพ์นั่นเองสำหรับอาถรรพ์แมวดำยังมีอีกมากมายหลายประเทศที่มีความเชื่อแตกต่างกันแต่ส่วนใหญ่แล้วแมวดำนั้นก็คือความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความโชคไม่ดีและความโชคร้ายนั่นเอง 

   

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์