บุญคูณลาน

ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่ผู้คนต่างขะมักเขม้นในการทำงาน เพื่อจะให้ทันต่อการเก็บผลผลิต ซึ่งไม่ต่างจากชาวนา  ที่เร่งเกี่ยวข้าว มีการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในครอบครัวหรือในหมู่ญาติพี่น้อง มาลงแขกเกี่ยวข้าว หรือบางที่ที่ทันสมัยหน่อยก็จะใช้รถเกี่ยวข้าว ทำให้บางครั้งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนลดน้อยลง หลังจากได้ข้าวจากการเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือเก็บไว้ในสถานที่ที่ได้เตรียมไว้ แต่ต้องผ่านพิธีหรือประเพณีที่สืบทอดต่อมาจากคนรุ่นเก่า นั่นก็คือการทำบุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญให้ข้าว

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของตลอดปีนั้น ข้าวที่ได้ผ่านการทำพิธีนี้ก็จะดี ใครได้รับประทานจะพบแต่โชคลาภ ร่างกายแข็งแรง ตามปกติแล้วมักจะทำกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนยี่ตามปฏิทินท้องถิ่น ซึ่งก่อนอื่นต้องมีการขอขมาแม่ธรณีก่อนนำข้าวขึ้นเล้า  ให้แม่ธรณีให้อภัยและย้ายแม่ธรณีออกจากพื้นที่ตรงนั้น และจะบอกกล่าวกับแม่โพสพ โดยมิส่งของที่ต้องเตรียมบูชา ดังนี้ ดอกไม้ ธูปเทียน ใบไม้ที่เป็นมงคล ใบยอ ใบขนุน ใบคูณ หลังจากนั้นก็จะนำไปใส่ไว้ในกระติ๊บข้าว เพื่อเป็นขวัญข้าว แล้วก็จะเชิญแม่ธรณีตรงลานเข้าออกไป

จากนั้นก็จะนำเครื่องไหว้ไปไว้ตรงหน้าลอมข้าว (กองข้าวที่เตรียมไว้ที่ลาน) และก็จะตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของตนเอง เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้ก็จะนำฟางข้าวมัดกระติ๊บข้าวไว้กับไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลาว ตั้งเป็นสัญลักษณ์หน้าลาน ชาวนาก็จะเริ่มนวดข้าวได้ โดยการตีข้าวที่มัดเป็นฟ่อนๆ ซึ่งจะเรียงเป็นแถวสูงๆ

เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเรียง ทุกคนก็จะช่วยกันตีข้าวเพื่อให้ได้เมล็ดข้าว หลังจากนั้นก็จะบายศรีให้ข้าว จากการใช้ต้นอ้อย ต้นกล้วย มาปักทั้ง 4 มุม ของลานข้าว แล้วใช้สายสิญจน์พันรอบๆ เพื่อโยงมาถึงพระพุทธรูป ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการเชิญแขกมาร่วมพิธีและทำบุญ มีการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อมาให้พร ถวายภัตตาหาร เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำมนต์ ให้กับข้าว สัตว์เลี้ยง ก็เป็นอันเสร็จพิธี  เป็นวัฒนธรรมที่คนรุ่นใหม่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันมา โดยแสดงให้เห็นว่ายังคงให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของข้าวซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำหรับคนไทย

ซึ่งถือว่ากว่าจะได้ผลผลิตแต่ละเม็ดต้องผ่านมากี่หยาดเหงี่อของชาวนา ผู้เปรียบเสมือนแม่ครัวของชาวโลก ผู้ที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู่ดิน และเป็นการรักษาประเพณีที่ดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติต่อ

ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ

การลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ

เทศกาลลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟนี้ มีถิ่นกำเนิดมาจกจังหวัดสุโขทัย และยังเชื่ออีกว่าการลอยกระทงถือเป็นการขอขมาแก่แม่คงคา จึงได้จัดให้มีการเผาเทียนเล่นไฟในวันขึ้น15ค่ำ เดือน12 ของทุกปี และทางจังหวัดสุโขทัยจึงได้มีการจัดงานใหญ่โตในทุกปี ซึ่งจะมีร้านค้ามากมาย และจะแสดงถึงขนบธรรมเนียมของไทยในสมัยเก่า โดยได้จัดร้านค้าแบบจำลองในการซื้อขายของคนไทยที่จะต้องนำเงินไปแลกเป็นเบี้ยหอย แล้วจึงมาซื้อสินค้าได้ และยังจัดให้มีการโชว์ทำกระทงแบบในสมัยโบราญ อย่างกระทงพนมเบี้ย พนมหมาก พนมดอกไม้ และการทำโคมแขวนต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย ยังจำลองวิถีไทยการกินข้าวแบบในสมัยโบราญ โดยการนั่งล้อมวงลงที่พื้นกินข้าวกัน

กิจกรรมในงาน

                     กิจกรรมในงานทางจังหวัดสุโขทัยได้จัดให้มีการประกวดขบวนแห่ ประกวดนางนพมาศ และประกวดกระทง ประกวดโคมชัก โคมแขวนเกิดขึ้น และยังมีการแสดงแสง สี เสียง และจัดไฟประดับในสถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสุโขทัยอีกด้วย และจะมีการลอยประทีปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจากพระบรมศานุวงศ์ เพื่อเป็นฤกษ์ดี จัดให้มีการจุดดอกไม้ไฟจำนวนมาก และมีการประดับโคมไฟและประทีปตามสระน้ำต่างๆ ในสถานที่โบราญสถานที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยนับเป็นแสนๆดวงเลยทีเดียว จึงเป็นงานที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากอีกงานหนึ่งเลยทีเดียว

ความเชื่อ

               ความเชื่อของคนโบราญในการเผาเทียน เล่นไฟ คือการลอยประทีปลงสู่แม่เพื่อเป็นการขอขมาแก่พระแม่คงคาและถือเป็นการสะเดาเคราะห์ไปด้วยเลย เล่นไฟคือการจุดพลุ หรือดอกไม้ไฟนั่นเอง และโคมชัก โคมแขวนที่ทำขึ้นเพื่อบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงก็ยังมีคนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ใช้บูชารอยพระพุทธบาท และจะต้องใช้ฝีมือในการทำอย่างมาก เพราะจะต้องเป็นงานฝีมือและใช้ความประณีตในการทำอย่างมาก

เทศการลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟของจังหวัดสุโขทัยก็จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยขบวนแห่ของกระทงขนาดใหญ่ของหลายๆอำเภอในจังหวัดสุโขทัยซึ่งจัดให้มีการแข่งขันทั้งการประกวดขบวนรถ นางนพมาศ และการประกวดกระทง และเป็นจังหวัดแรก ของการเกิดประเพณีลอยกระทงเกิดขึ้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยได้ไปมีส่วนในการสนับสนุนประเพณีของไทยให้อยู่กับลูกหลานสืบต่อไป และขอให้ไปช่วยเที่ยวชมในงานเทศกาลลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ ของจังหวัดสุโขทัยนี้ด้วย

 

ประเพณีสงกรานต์

ประเพณีสงกรานต์  เป็นประเพณีที่คนไทยมีมาตั้งเเต่อดีต

ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเเละความยอดฮิตติดอันดับเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นประเพณีที่สนุกมาก เพราะประเพณีสงกรานต์สิ่งของที่ต้องใช้ในการเล่นก็คือน้ำกับขัน ซึ่งการเกิดประเพณีเเบบนี้เป็นเพราะอากาศเมืองไทยมันร้อนมากด้วยส่วนหนึ่ง ประเพณีสงกรานต์มีตำนาน ทุกคนในอดีตจึงสืบทอดประเพณีเหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะประเพณีสงกรานต์สมัยนี้จะเห็นได้ว่ามีความสนุกคึกคัก เพราะมีทั้งเพลงเเด๊นซ์ การเต้นเเละความสนุกสนานในพวกวัยรุ่น สงกรานต์จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่นชอบมากที่สุดของวันหนุ่มสาว

เพราะเดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าเเต่ก่อนเราเล่นกันอย่างเรียบร้อยไม่ได้ใช้น้ำเปลืองขนาดนี้ เล่นกันเเบบระมัดระวังตนเองเเละคนอื่น สมัยนี้เวลาเล่นสงกรานต์มักจะมีข่าวลวนลามผู้หญิงหรือการทะเลาะเบาะเเว้งกันในหมู่วัยรุ่น สมัยนี้จึงมีการป้องกันอย่างเเน่นหนาเพื่อความปลอดภัยในเทศกาล อีกส่วนหนึ่งคือการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมเทศกาลที่นั่น

 เทศกาลสงกรานต์นั้นเหมือนกับวันรวมญาติในหลายๆครอบครัวเลยก็ว่าได้ เพราะบางคนมาทำงานในเมืองกรุง สงกรานต์เเล้วบริษัทไห้หยุดยาว8-9วัน คนบางส่วนก็ทยอยกลับบ้านตามต่างจังหวัดต่างๆเพื่อไปหาญาติพี่น้องของตัวเอง ซึ่งก่อนเทศกาลการเดินทางก็เริ่มจะหนาเเน่นอยู่พอสมควร เพราะคนนิยมกลับบ้านเกิดกันเยอะมาก ถนนเลยติดขัดเดินทางลำบาก ประเพณีสงกรานต์จะมี3วันนับตั้งเเต่วันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ส่วนวันสุดท้ายบางครอบครัวนั้นก็จะจัดงานรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไห้ตายายผูกข้อไม้ข้อมือก่อนกลับบ้าน การไปวันทำบุญ

เพราะสงกรานต์นับว่าเป็นปีใหม่ไทยนั่นเอง สถานที่ยอดฮิตในปัจจุบันที่ใช้ในการเล่นสงกรานต์มีหลายที่ เช่น ถนนข้าวสาร พัทยา บางเเสน อีกอย่างยังมีการไหลด้วย การไหลคือใช้สำหรับการเล่นสงกรานต์วันสุดท้ายนั่นเอง 

ซึ่งวันสุดท้ายคนจะเยอะกว่าปกติมากบางที่ก็มีคอนเสิร์ตศิลปินมาเล่นในงานนั้นๆด้วย อีกอย่างชาวต่างชาติก็ชื่นชมเเละสนใจประเพณีสงกรานต์ของบ้านเรามาก เพราะมันทั้งสนุก คลายเครียดเพราะได้เล่นน้ำเเละยังมีการจัดปาร์ตี้โฟมต่างๆที่เป็นที่นิยมอยู่ ณ ตอนนี้ด้วย ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เเต่ประเพณีสงกรานต์ก็ยังอยู่กับเวลาของเราในทุกๆปี เพราะเป็นประเพณีที่ยาวนานคนนิยมเล่นเยอะ สนุกสนาน ถือว่าเป็นเทศกาลที่สนุกที่สุดไม่ต่างจากเทศกาลอื่นๆเลย เทศกาลสงกรานต์มีทุกๆปีเพื่อไห้คนไทยได้สืบสานกันต่อไป เเละเวลาจะผ่านไปเเค่ไหน ประเพณีสงกรานต์ก็ยังจะอยู่คู่กับคนไทยไปอีกยาวนานเพื่อไห้สืบสานเทศกาลเเบบนี้ต่อไป

ประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ

ร่องรอยทางประวิตัศาสตร์กษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมัน

ที่ได้เข้ามายึดแผนดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และได้มีประวิตัศาสตร์จารึกเป็นขอบเขตของเขมรโบราณและเป็นที่เราได้เสียแผนดินสมัยก่อนไปให้กับเขมรโบราณและยังมีแผนจารึกที่เป็นหลักฐานสำคัญของเขมรโบราณ 

เส้นทางการเข้ามาของกษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมันได้เดินทางเข้ามาทางแม่น้ำโขงและได้เข้าสู่แม่น้ำมูและแม่น้ำชีแผนจารึกของพระองค์ประกอบด้วยจารึกถ้ำภูหมาไน จารึกปากโดมน้อย จารึกปากน้ำมูล จารึกวัดสุปัฏนาราม ๑จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อหาในจารึกจะกล่าวถึงการชัยชนะของพระองค์ที่มีต่อพื้นที่ต่างๆหลังจากนั้นก็ได้สร้างพระศิวลึงค์อันเป็นหนึ่งแห่งชัยชนะของพระองค์ไว้ที่แห่งนั้นด้วย จารึกของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ให้เห็นว่าราวพุทธศตวรรษที่12พื้นที่ภาคอีสานได้กลายเป็นขอบเขตขยายอำนาจการเข้ามาของกษัตริย์เขมรสมัยก่อนเมืองพระนครพายหลังพระเจ้ามเหนทรวรมัน

อาณาจักรของเขมรเกิดความวุ่นวายอีกครั้งส่งผลให้พื้นที่ภาคอีสานได้ปรากฏจารึกของผู้ปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจปกครองได้อย่างอิสระจารึกเหล่านี้ส่งผลให้เห็นลักษณะทางการเมืองการปกครองของเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครที่ยังไม่เกิดการร่วมอำนาจที่มั่นคงและอำนาจของเขมรในดินแดนทางภาคอีสานจะขึ้นอยู่ที่กษัตริย์มีความเข้มแข็งและหากเมื่อไหร่ที่กษัตริมีความอ่อนแอหรือเกิดความวุ่นวายที่ราชธานีอำนาจที่อยู่เหนือทางภาคอีสานจะลดน้อยลงทำให้บ้านเมืองแห่งนี้จะมีอิสระปกครองตัวเองได้ในช่วงบางเวลา

 ความขัดแย้งของอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพระนครพุทธศตวรรษที่15 18สิ้นสุดที่พระเจ้ามเหนทรวรมันที่2ทรงรวบร่วมดินแดนของเขมรที่ประกอบไปด้วยการเมืองต่างๆเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอันเป็นยุคเริ่มต้นอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพะนครร่วมถึงการนำแนวคิดลัทธิเทวราชามาปรับใช้ในการปกครองเขมรซึ่งจะเป็นแนวคิดการปกครองอาณาจักรหลายพระองค์ต่อๆมาในสำหรับภาคอีสานนั้นก็ได้พบจารึกเขมรโบราณอายุราวพุทธศตวรรษที่15 18ปรากฏพระนามของกษัตริย์เขมรเมืองพระนครหลายพระองค์ เช่นช่วง พุทธศตวรรษที่15ปรากฏพระนามของพระเจ้าอินทรวรมันที่1 พ.ศ.1420 1432

จารึกโนนสงจังหวัดยโธร จารึกพระเจ้ายโสวรมันที่1 พ.ศ.1432 14500จารึกปราสาทพนมวันที่1จังหวัดนครราชสีมา จารึกสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่2 พ.ศ.1466 1471จารึกบ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร และ จารึกบ้านพุทรา จังหวัดนครราชสีมาต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่16ปรากฏพระนามของพระเจ้าราเชนทรวรมัน1487 1511จารึกพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่5พ.ศ.1511 1543จารึกปราสาทเมืองแขก จังหวัดนครราชสีมา จารึกเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา จารึกอุบมุง จังหวัดอุบลราชธานี

 

ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำลำตะคอง

ลำตะคองเป็นแม่น้ำสายสาขาของแม่น้ำมูลซึ่งได้คงความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ราบลุ่มบนริมฝั่งลำตะคองจึงได้ถูกจับจองสร้างเป็นชุมชนมนุษย์มานานหลายพันธุ์ปีก่อนได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปรงจนกลายมาเป็นเมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน

สำหรับการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดนครราชสีมาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เป็นลำดับสามารถเล่าเรียงให้ห็นถึงการพัฒนาการชุมชนโบราณมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์หลัฐานที่ได้ค้นพบที่มีความเก่าแก่ที่สุดได้พบอยู่บนเขาวัดเลิศสวัสดิ์(เขาจันทน์งาม)ในเขตอำเภอสีคิ้วนั้นก็คือเป็นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซึ่งได้มีอายุราวๆ3,000 4,000ปีภาพโบราณได้ถูกเขียนอยู่บนผนังเพลิงผาหินทรายขนาดใหญ่สูงจากพื้นราว3 – 4เมตรเป็นวิธีการเขียนภาพลงสีแดงมีทั้งแบบเงาทึบและภาพล่างของคนและสัตว์ซึ่งภาพคนจะมีส่วนขาใหญ่หรือที่เรียกว่าน่องโตอันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนภาพโบราณเช่นเดียวกันกับการประทับรอยฝามือ

ซึ่งก็ได้พบเป็นรูปแบบที่กระจายมาตั้งแต่ กาญจนบุรี อุทัยธานี เรื่อยไปจนถึง อุดรธานี และ สกลนคร เนื่องหาของภาพเป็นเรื่องราวของคนหลายสิบคนที่เกี่ยวกับในสภาพของสังคมหรือในพิธีกรรมต่างๆซวึ่งก็ได้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเด็กในภาพนั้นมีคนถือธนูละยังมีภาพสัตว์ต่างๆอีกหลายชนิดซึ่งก็ได้บ่งบอกถึงในสภาพของสังคมในแหล่งโบราณคดีแถบนี้คือเป็นวัฒนธรรมหินสมัยใหม่มต่อเนื่องสำริดซึ่งมักจะตั้งชุมชนขนาดเล็ก

ในเขตที่มีลำน้ำไหลผ่านรู้จักการทำนาและประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาล่าสัตว์ แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจอีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมาคือชุมชนเกษตรกรรมเก่าแก่อายุประมาณ3,000ปีที่บ้านปราสาทอำเภอเนินสูงหลักฐานที่ได้พบจากการขุดค้นชุมชนบ้านปราสาทได้มีจำนวนมา

โดยเฉาพะโครงกระดูกมนุษย์พบเห็นอยู่มากประมาณ59โครงซึ่งก็ได้เชื่อว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้มันหน้าจะเป็นสุสานหรือเป็นหลุมฝังศพโครงกระดูกที่ค้นพบนั้นมีสภาพที่แตกต่างกันตั้งแต่ เมตรครึ่ง ไปจนถึง 5เมตรโดยมีการทำพภาชนะดินเผาขัดมันฝังลงไปรวมกับศพด้วยนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าชุมชนบ้านปราสาทโบราณหน้าจะเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

โดยมีวิวัฒนาการอย่าต่อเนื่องรู้ได้จากโบราณวัตถุที่ได้ค้นพบซึ่งก็ได้มีความแตกต่างในยุคสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผาปากแตภาชนะพิมายดำก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่นำเข้าเครื่องสำริดละเหล็กมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันและยังพบหลักฐานในช่วงเวลาสั้นๆอีกว่ามีการเติบในอารยธรรมทวารวดีและของขอมโบราณซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันราว2,000ปี

ประเพณีภาคใต้

ประเพณีแข่งขันตีโพน

สำหรับประเพรณีแข่งขันตีโพนนั้นจะมีวันเริ่มขึ้นเมื่อตั้งแต่ปลายเดือน10จนถึงแรม1ค่ำเดือน11และได้จัดควบคู่ไปกับประเพณีลากพระในวันออกพรรษาก่อนที่จะถึงวันแข่งขันสำหรับเหล่านักตีโพนต่างก็ขยันกันในช่วงของสิ่งประดิษฐ์เพื่อที่จะได้เสียงของโพนนั้นออกมาอย่างดีที่สุดและมีเสียงที่เพราะมากที่สุดและได้เลือกเอาไม้เนื้อแข็งตาลโตนดจำปาป่าขนุนป่าแกะสลัดเป็นรูปวงกลมคล้ายกับอกไก่และใช้หนังควายแก่ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เพราะมันจะมีความเหนียวและทนทานใช้เป็นหนังหุ้มโพนของพัทลุงและจึงได้มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยการที่พิถีพิถันในการประดิษฐ์และมีรูปทรงที่สวยงามจึงได้โพนออกมาที่มีเสียงเพราะมากที่สุด

 

ประเพณีการแข่งขันว่าว จังหวัดสตูล

สำหรับด้านประเพณีการแข่งขันว่าวจะมีวันจัดเริ่มขึ้นวันที่19กุมภาพันธ์2519ซึ่งโดนคณะครูอาจารย์โรงเรียนสตูนวิทยาและชาวในตำบนคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูนได้เริ่มจัดการแข่งขันเนื่องจากในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์ลมมรสุมทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือหรือลมว่าวกำลังพัดย่านย้อนที่สนามบินและในส่วนของจังหวัดภาคใต้เหมาะแก่การเล่นว่าวซึ่งได้เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ได้มีการลงทุนน้อยหรือใช้งบประมาณน้อยอีกทั้งยังเล่นง่ายและยังได้เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้ประดิษฐ์ว่าวประเภคต่างๆนั้นขึ้นมา

ซึ่งประกอบกับคนไทยที่มักชอบประดิษฐ์ช่างคิดช่างทำเห็นควายอยู่ในนาที่มันกำลังเก็บเกี่ยวและจึงได้จำลองหน้าตาของควายลงในตัวว่าวในคณะที่ว่าวนั้นได้ลอยอยู่กลางอากาศในส่วนหางจะอยู่ด้านบนส่วนหัวเขาจมูกหูจะอยู่ส่วนล่างสำหรับว่าวนั้นจะมีเสียงดังอยู่ไม่นิ่งซ่ายไปมาเหมือนกับนิสัยบ้าบิ่นของควายชาวบ้านนั้นต่างก็พากันเรียกว่าว่าวควายซึ่งได้เป็นสัญลักษณ์ของการเล่นว่าวในตัวจังหวัดของสตูนซึ่งถ้าหากใครที่อยากจะไปชมประเพณีนี้ได้ก็สามารถได้ที่จังหวัดสตูนในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์รับลองเลยว่าต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน

 

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ

พระบรมธาตุของนครศรีธรรมราชเป็นที่ศรัทธาของคนชาวเมืองนครศรีธรรมราชและชาวใต้สืบมายาวนานนับพันปีเมื่อได้เข้าถึงวัน15ค่ำเดือน6พุทธศาสนิกชนต่างรวมกันสักการะองค์พระมหาธาตุก่อเกิดประเพณีแห้ผ้าขึ้นธาตุ จะเห็นได้ว่าประเพณีถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เรานั้นควรจดจำและบันทึกไว้เป็นเรื่องราวที่ดีเพราะเป็นการเอ่ยถึงประวัติเรื่องราวที่มาได้เป็นอย่างดี โดยจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมา โดยทุกสิ่งที่เรานั้นได้ทำปฏิบัติกันมาล้วนแต่มีความสำคัญและควรสืบทอดให้ไว้ลูกหลานของเราอีกทอดนึง 

ประเพณีการผูกข้อมือ

ประเพณีผูกข้อมือแต่ละภาคอีสาน และภาคเหนือ 

วันนี้เรานั้นจะไปดูว่าแต่ละภาคนั้นเขามีพิธีผูกข้อมือกันแบบไหน และเรียกกันแบบไหนกันบ้างเพื่อว่าจะมีหนุ่มๆนั้นมาขอเราจะได้ทำตัวถูกว่าเรานั้นต้องทำตัวแบบไหนเพราะว่าแต่ละภาคนั้นคงไม่เหมือนกันแน่ เราไปดูกันค่ะว่าแต่ละภาคนั้นมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไร 

พิธีผูกข้อมือแต่งงานภาคอีสาน  

ส่วนพิธีผูกข้อมือแบบอีสานเป็นการเข้าพิธีแต่งงานด้วยการนั่งบริเวณหน้าบายศรีและจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์ เพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขและเป็นสิริมงคลในพิธีแต่งงานหลังจากนั้นญาติผู้ใหญ่มาร่วมงานผูกข้อมือด้วยการเอาด้ายหรือไหมพรมเส้นเล็กๆมาผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวเพื่อเป็นสิริมงคลโดยลำดับของผู้ผูกจากญาติผู้ใหญ่ก่อนจะให้คนอื่นมาอวยพรพร้อมกับผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวอีกรอบ

การสู่ขวัญกับก่ายคือให้หญิงชายคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกันให้แขนเท้าก่ายแขนนางเอาแขนชายทับแขนฝ่ายหญิงเสร็จผูกแขนให้ชายหญิงแล้วเอาไข่มาปอกเส้นผมตัดตรงกลางแล้วตรวจดูว่าไข่ที่ผ่านั้นเต็มใบหรือไม่ถ้าเต็มแสดงว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไปแล้วก็ยื่นไข่ครึ่งหนึ่งให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างคนต่างป้องกันเสร็จแล้วผู้ชายจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แล้วฝ่ายชายนั้นก็พากันกลับไปบ้านของตนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนง่ายๆของบ่าวสาวสมัยใหม่และไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องพิธีแต่งงานซักเท่าไหร่ซึ่งเรานั้นรองเอามาใช้กับงานของตัวเองก็ได้ 

พิธีผูกข้อมือของภาคเหนือ

ซึ่งภาคเหนือนั้นเรีกพิธีผูกข้อมือนั้นว่า พิธีฮ้องขวัญ  พิธีเรียกขวัญซึ่งมีขั้นตอนด้วยการให้คู่บ่าวสาวมานั่งที่ตั่งเรียบร้อยแล้วจากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวนั้นจะสวมมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย และก็พ่อแม่ของเจ้าบ่าวนั้นก็สวยพวงมาลัยให้กับเจ้าสาวเหมือนกันเพื่อรับเป็นสะใภ้เช่นกัน และจากนี้ก็ให้ประธานในพิธีนั้นเป็นคนสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผากและก็เข้าสู่พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ  หรือว่าฮ้องขวัญเสร็จแล้ว

โดยจะมีหมอขวัญนั่งข้างหน้าคู่บ่าวสาวจะใช้เวลาในการทำพิธีฮ้องขวัญประมาณ 20 นาทีพอเรียกขวัญเสร็จแล้วหมอขวัญนั้นจะเป็นผู้ผูกข้อมือก่อนจากนั้นก็เป็นพ่อแม่และตามด้วยญาติพี่น้องตามด้วยเพื่อนฝูงมาตามลำดับจากนั้นให้ผู้ที่สวมเป็นผู้ถอดมงคลให้แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธีผูกข้อมือแบบภาคเหนือ 

กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นมาทำไม

การสร้างกำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นมาทำไม

กำแพงเมืองจีนถือเป็นสัญญาลักษณ์ที่คัญอย่างหนึ่งของประเทศจีนที่เราทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นสิ่งก่อสร้าวที่ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน ใครที่ไปเมืองจีนอยากที่จะไปสำผัสความยิ่งใหญ่ของกำแพงแห่งนี้ดูสักครั้ง แม้ว่ากำแพงแห่งจะม่อายุที่ยาวนานมากพอสมควรแล้วแต่ว่าบางส่วนของกำแพงก็ยังถือว่าคงสภาพเอาได้เป็นอย่างดี ผ่านลม ผ่านฝน ผ่านแดมาร่วมหลายร้อย หลายพันปี

ลักษณะของกำแพงที่มีป้อมขั้นเป็นช่วงๆแห่งถูฏสร้างขึ้นเมื่อ ในสมัยราชวงศ์ฉิน

หลายๆคนคงสงสัยว่า เหตุใดทำไมกำแพงแห่งถูฏสร้างขึ้น? เพราะเป็นกำแพงที่มีความยาวมากที่สุดในโลก แล้วเหตุใดชนชาติจีนถึงต้องสร้างกำแพงที่มีความยาวมากเช่นนี้ขึ้น นั้นก็เป็นเพราะเพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกจาก ชาวฮัน ซึ่ง ชาวฮัน นั้นก็เป็นเมืองที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา ของประเทศจีนในยุคที่มีอารยธรรมอันเก่าแก่ หรือว่า ในยุคต้นๆ ของการรวมชาติจีน ประมาณสมัยราชวงศ์โจว หรือในช่วง 400 ปีการคริสตกาล

เนื่องจากมีพื้นที่ที่มีเขตแดนติดกัน ทำให้เกิดการรุกกรานดันเกิดขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างกำแพงที่มีความยาหลายพันหลายหมื่นลี้แห่งนี้เพื่อป้งกันแนวชายแดนของชาติตนเอง ซึ่งหลังๆมานี้ก็ได้มีการถูกบุกรุกจากพวกเผ่าที่มีที่อยู่อาศัยเร่ร่อน อย่างพวก มองโกเลีย และ แมนจูเรีย 

ซึ่งความยาวของกำแพงเมืองจีนมีการตรวจวัดได้ประมาณ 21,196.18 กิโลเมตร

ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรยยุคกลางที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งมีเคยมีความเชื่อกันว่ากำแพงแห่งสามารถมองเห็นได้เมื่อเามองเข้ามาจากนอกโลก ซึ่งความเป็นจริงเราไม่สามารถมองเห็นกำแพงนี้ได้เมื่อเราอยู่นอกโลก เพราะว่ากว่าเราจะมองเห็นกำแพงนี้ได้ด้วยความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศส่งผลทำให้เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงแห่งจากนอกโลกได้

เป็นคำถามที่ชวนสงสัยอีกเช่นกันว่า กำแพงที่มีความยาวมากแห่งจะใช้เวลาสร้างเท่าใด เพราะนอกจากจะมีความยาวที่มากมายแล้ว ขั้นตอนในสร้างก็ลำบากมากเช่นกัน ซึ่งกำแพงแห่งได้ถูกแบ่งการสร้างออกเป็นถึง 4 ช่วง ใน 4 ราชวงศ์ คือเมื่อ 205 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หรืออยู่ใรช่วงของราชวงศ ฉิน หรือยุคแรกของการเริ่มสร้าง ช่วงที่ 2 คือ ช่วงของราชวงศ์ฮั่น ที่มีได้ดำเนินการสร้างต่อมาในยุค 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช และช่วงที่ 3 นั้นได้ถูกสานต่อโดยราชวงศ์ถึง 5 ราชวงศ์ และได้ผันเปลี่ยนมาถึง 10 อาณาจักร อยู่ช่วง ปี ..​1138 – 1198 และยุคสุดท้ายนั้นก็คือยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิหงอู่

หรือในยุคต้นๆของราชหมิง ในช่วงปี ค.ศ.​1368 – 1620 ซึ่งรวมๆแล้วอายุของกำแพงที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้ถูกสร้างมาเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้ว

และจนในที่สุดกำแพงแห่งนี้ก็ยังคงต้ังตระหง่านผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน เป็นอนุสรณ์สถานที่ที่ถูกสร้างเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาและหาข้อมูลความรู้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติจีน และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อ ปี .. 2530 ซึ่งคณะกรรมการมรโลกได้เล็งเห็นพิจารณาแล้วว่ากำแพงเมืองจีนแห่งควรได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของโลกที่ทรงคุณค่าและเป็นที่น่ายกย่อง

ศิลปะการแสดงโปงลาง

ศิลปะการแสดงโปงลางมีดังนี้

โปงลางถือเป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางภาคอีสานโปงลางถือเป็นการเอาชื่อเรียกของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคอีสานมาตั้งเป็นชื่อการแสดงที่เป็นวง เหมือนเป็นการรวบรวมเอาศิลปะดนตรีและการฟ้อนรำมารวมกันกลายเป็นวง โดยมีชื่อเรียกว่าวงโปงลาง โปงลางเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดจากการเอาสิ่งรอบตัวมาประยุกต์จนเกิดเป็นเครื่งดนตรีที่มีความไพเราะ

ซึ่งเกิดระฆังที่เอาไว้แขวนคอสัตว์เลี้ยงเพื่อให้เกิดเสียง และได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นเครื่องดนตรีขึ้น โปงลางจะมีลักษณะที่ถูกทำขึ้นด้วยไม้เนื้อแข็ง และเหล่าให้เป็นรูปร่างที่เหมาะสำหรับการเกิดเสียงแล้วทำขึ้นตามโน๊ตต่างๆและถูกร้อยรวมกันจนมีลักษณะคล้ายกับระนาด แต่ว่ามีลักษณะเป็นแนวตั้ง เรียงลำดับตามตัวโน๊ตทั้ง 12 โน๊ตไล่ตั้งแต่เสียงสูงไปเสียงต่ำ นอกจากโปงลางที่ทำด้วยไม้แล้วยังมีโปงลางที่ทำด้วยเหล็กอีกด้วย และตีด้วยไม้ที่มีลักษณะเป็นหัวหงอน 1 คู่เอาไว้ใช้ตีให้เกิดเสียง 

 

แต่ว่าวงโปงลางจะประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิด

ที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคอีสาน หลักๆก็จะประกอบไปด้วย โปงลาง พิณ แคน โหวต กลองยาว กลองรำมะนา ฉิ่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ และเบส ซึ่งเบสถือเป็นเครื่องดนตรีที่เข้ามาบทบาทในภายหลัง แต่ก็อาจจะมีดนตรีอื่นๆที่เขามาประกอบด้วย เช่น ซอ ปี่ภูไท และอื่นๆตามแล้วแต่ล่ะการแสดงของเพลงนั้นๆ

และที่บอกว่าเบสคือเครื่องดนตรีที่เข้ามาบนบาทในภายหลังนั้นก็คือ ในสมัยก่อน เบสนั้นถือเป็นเครื่องดนตรีฝรั่งที่ค่อนข้างหาได้ยาก ซึ่งเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่แทนเบสในอดีตนั้นก็คือ ไห ไหแต่ก่อนถือเป็นเครื่องดนตรีอีกชนิดเหมือนกัน

โดยการเอาหนังยางเส้นใหญ่ๆมาขึงคั่นปากไหเอาไว้ แล้วก็ดีดจนเกิดเสียงี่มีลักษณะคล้ายกับเสียงเบส ไหเองก็ก็ประกอบไปด้วยไหทั้ง 4 ใบขนาดเล็กใหญ่ตามขนาดของเสียงและใช้ไมค์ล่อเพื่อขยายเสียงของการดีดให้ แต่ในปัจจุบันเบสได้เข้ามามีบทบาทแทนมากขึ้นเนื่องจากสะดวกต่อการใช้งานและให้เสียงที่คงที่กว่า ไหจนได้ถูกลดบทบาทการเป็นเครื่องดนตรีลงไป แต่ด้วยความที่อยากจะอนุรักษ์ไหเอาไว้ จึงได้ประยุกต์นำมาเป็นอุปกรณืที่เอาไว้ใช้สำหรับการแสดงนั่นก็คือนางไหซองที่นำเอาไหมาเป็นส่วนสำคัญในการแสดง หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ นางไห นั่นเอง

นอกจากเครื่องดนตรีที่นำเอาความเป็นอีสานมารวมกันแล้ว

การแสดงก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่วงโปงลางนั่นขาดไม่ได้ โดยการอสดงส่วนมาก็จะเกิดการเอาวิถีชีวิตการกินการเป็นอยู่ของผู้คนในภาคอีสานนั่นมาทำเป็นศิลปะการแสดง อย่างเช่น เซิ้งแหย่ไข่มดแดงที่นำเอาวิถีการหาอาหารของชาวอีสานนั้นมาทำเป็นแสดงที่สนุกสนาน การแสดง เซิ้งกะโป๋ ที่นำเอากะโป๋หรือ กะลามาเป็นอุปปกรณ์ในการแสดง ซึ่งการแสดงนี้จะเอากะลามาเคาะตามจังหวะดนตรีโดยผู้ที่แสดงจะแสดงเป็นคู่ๆชายหญิง ที่มีเกิดจากการที่หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีกัน และยังีความเชื่ออีกว่าหากคู่ไหนเคาะกันจนกะลาเขาเชื่อว่าคู่รำคู่นั้นจะเป็นเนื้อคู่กัน ศิลปะการแสดงโปงลางนั้นได้แสดงความเป็นตัวตนของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี

เพราะเกิดภูมิปัญญาของของคนอีสาน ดังนั้นศิลปะการแสดงที่มีคุณค่าเหล่านี้ควรที่จะถูกอนุรักษ์เอา เพื่อเป็นตัวบอกเล่าถึงเรื่องราวของผู้คนในอดีตให้ลูกหลานได้รับรู้ ควรค่าอย่างยิ่งแก่การเก็บรักษาเอาไว้ แม้ในปัจจุบันจะเหลือผู้ที่สืบทอดลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่เราก็หวัวงว่าศิลปะการแสดงที่งดงามแบบนี้จะอยู่กับเราสืบไป 

 

บนบานศาลกล่าว

เราถูกปลูกฝังให้เติบโตมากับความเชื่อและความศรัทธา พ่อแม่จะสอนอยู่เสมอให้เราเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ว่าเราทำดีแล้วย่อมได้รับตอบแทนที่ดี เช่นถ้าเราขยันทำงานหาเงินสักวันเราจะรวย หรือไม่ก็ถ้าเราตั้งใจเรียนแล้วเราก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ ซึ่งชีวิตจริงมันกลับไม่เป็นอย่างงั้น บางทีชีวิตคนเรามันก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาด้วย  เหตุนี้เองคนส่วนใหญ่จึงมองหาที่พึ่งเพื่อจะขอให้สมดังหวังเวลาอยากได้สิ่งใดก็ตาม

เราเรียกพิธีกรรมนี้ว่า การบนบานหรือการติดสินบน  

การบนบานเริ่มขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหนไม่มีใครบอกได้ มันเป็นความเชื่อปากต่อปากมาแต่โบราณว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากให้สิ่งที่เราอยากได้มันเกิดผลสำเร็จเร็วขึ้น เราต้องไปบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือให้ท่านช่วย  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือดวงจิตวิญญาณที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งแบ่งได้ 2 พวก 1.พวกวิญญาณชั้นสูง ได้แก่ พระอริยะสงฆ์ เทพเจ้า เทวดา 2. พวกวิญญาณชั้นต่ำ ได้แก่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ภูตผีปีศาจ  

จะเดินทางไปบนที่ไหนเราต้องศึกษาให้รู้ก่อนว่าสถานที่ที่เราเลือกไปท่านแม่นเรื่องอะไร เช่นผู้เขียนเป็นคนสระบุรี ถ้าจะขอให้ถูกหวย ก็เลือกไปที่ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทองที่อยู่ในวัดสูง อ.เสาไห้  บนให้สอบติดหรือสมัครงานไหนก็ขอให้เค้ารับเข้าทำงาน ก็เลือกไปที่วิหารหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ บ้านหนองตาโล่ อ.หนองแค หรือไม่ก็เดินทางไปอีกหน่อยไม่ไกลมาก ก็หลวงพ่อโต วัดสะตือ อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ของที่ใช้บนก็ขึ้นอยู่กับเราแต่ขอให้เป็นสิ่งที่ท่านชอบ เช่น น้ำแดง ชุดไทย ดอกไม้ พวงมาลัย ไข่ต้ม ขนมจีน แตรวง  เป็นต้น ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก เตรียมดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ท่าน ก่อนจะพูดบอกให้ตั้งจิตอธิษฐานรวบรวมสมาธิเพ็งกระแสจิตไปที่ท่าน กล่าวในสิ่งที่ตัวเองอยากให้ท่านช่วย บอกเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าถ้าท่านช่วยให้สมหวังแล้วจะเอาอะไรมาถวายท่าน อธิษฐานจบปักธูปที่กระถาง ถือว่าเสร็จพิธี

ที่สำคัญเมื่อเราสมหวังในสิ่งที่บนไว้  เราต้องทำตามสัญญารีบหาเวลาไปแก้บนท่าน บนจะถวายอะไรท่านต้องจำให้ได้ เพราะเคยได้ยินมาว่าบางคนลืมสัญญาไม่ไปแก้บน แทนที่ชีวิตจะดีขึ้นกลับตกต่ำลง นั่นเพราะแรงสาปแช่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราไปบนไว้นั่นเอง

ใครไม่เชื่อก็อย่าได้ลบลู่เพราะของแบบนี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่จะให้ดีถ้าเราอยากได้สิ่งใดก็ควรลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองไม่ใช่มานั่งรอแต่โชคชะตาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเพียงอย่างเดียว