Group Picture หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

มาต่อกันด้วยการถ่ายภาพคนหมู่มาก หลังจากที่เราได้พูดถึงการถ่ายภาพครอบครัวไปแล้ว ที่จะขอกำหนดไว้ที่ไม่เกินห้าคน แต่แบบคนหมู่มากนี้ ก็คือห้าคนขึ้นไปจนถึงเป็นสิบ ยี่สิบ คนได้เลย การถ่ายแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นบ่อยๆนะสำหรับคนที่ไปออกทริปกับเพื่อนๆกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งการถ่ายภาพคนหมู่มากนั้นเป็นแนวการเก็บบรรยากาศกับความทรงจำซะมากกว่า ไม่ใช่แนวการถ่ายภาพเพื่อให้ภาพนั้นต้องสวยงามเปะเวอร์อะไร

เพราะว่าต้องบอกเลย ว่า ได้อย่างต้องเสียอย่าง การถ่ายภาพคนที่เยอะมากๆนั้น เราจะเสียคาแรคเตอร์บางอย่างไป นั้นคือระยะชัดลึกชัดตื้นนั้นเอง ที่ทำให้เกิดการเบลอหลัง เราแทบจะไม่สามารถใช้เอกลักษณ์ภาพตรงนี้ได้เลย เพราะจำนวนคนที่เยอะมาก อาจจะต้องยืนกันหลายระนาบ แล้วก็มีหลายระนาบนั้น ทำให้จำเป็นต้องปรับค่ารูรับแสงให้แคบลง อย่างได้ฝืนถ่ายเป็นอันขาด ผมเคยนะ ผมติดให้ค่ารูรับแสง 1.4 มากๆ พอมีการถ่ายคนหลายๆ แบบว่ามีทั้งอยู่หน้าแล้วก็อยู่ข้างหลังโน้นเลย ทำให้คนส่วนมานั้นไม่ชัดเลย แล้วก็จะโดนเพื่อนๆด่าเข้าให้

ผมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุดอยู่ครับ แต่ขอเอาไว้พูดทีหลังสุด มาพูดถึงหลักการที่ควรจะเป็นกันก่อน การถ่ายภาพคนหมู่มากต่อให้เยอะแค่ไหน แต่ถ้าเราสามารถจัดทุกคนอยู่เป็นระนาบเดียวกันเหมือนกับงานแต่งงานที่ถ่ายกับบ่าวสาวหน้างานได้นะ ก็ไม่ยากครับ สามารถใช้ค่ารูรับแสงกว้างๆได้เลย แล้วก็โฟกัสคนที่อยู่ตรงกลางของระนาบ แค่นี้ก็ไม่ค่อยหลุดโฟกัสกันแล้วล่ะ แถมยังได้ภาพที่สวยงามอย่างใจต้องการด้วย

แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าเกิดคนทุกคนนั้นอยู่คนละระนาบกันก็ต้องมีการพยายามเข้ามาใกล้กันหน่อย แต่บอกเลยว่าอาจจะทำได้ยาก ดังนั้นแล้วทำการหรี่ค่ารูรับแสงเพื่อเพื่อระยะชัดลึกชัดตื้นจะเป็นการง่ายกว่ามาก แล้วก็จะได้ภาพที่ชัดทุกคน แรกกับคาแรคเตอร์ของเลนส์ที่จะเสียความงดงามจากการเบลอไป

แต่ในกรณีที่ผมคิดว่าทุกคนต้องเจอมากที่สุดคือ ในโต๊ะอาหารที่กำลังสังสรรค์กันอยู่กับเพื่อนๆ ที่โต๊ะอาหารมันทำให้เกิดระนาบแบบว่าจัดการไม่ได้เลยล่ะ ก็ต้องบอกเวลาว่าค่ารูรับแสงปรับจนแคบเลยล่ะ ซึ่งนั้นทำให้เกิดผลเสียเรื่องของถ้าถ่ายที่มีแสงน้อย กล้องจะดัน ISO ขึ้นมาช่วยแสงทำไห้มันมี Noise ขึ้นเยอะภาพแย่อีก วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผมคือ เอามือถือขึ้นมาถ่ายเลยครับ จบ ชัดทุกคน จัดการแสงได้ดี Noise ก็น้อยด้วย ฮ่าๆๆๆ

 

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace

เทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

Art Focus Area หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

ตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มรุ่นใหม่ๆที่มีการใช้ระบบอีเลคโทรนิคเข้าช่วยนั้น จนมาถึงปัจจุบันที่มีการใช้กล้องดิจิตอลกันหมดแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เป็นฟังค์ชั่นอยู่คู่กล้องมานานแสนนาน ก็คือเรื่องของ Focus Area ถ้าจะให้แปลความหมายของมันตรงตัวเลยนั้นก็คือ พื้นที่ในการโฟกัสนั้นเอง ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีการเพิ่มหรือลดแบบของฟังค์ชั่นนี้อยู่ตลอด จะมีอยู่สามสี่อย่างที่จะคงอยู่กับกล้องทุกตัวจริงๆ มันสำคัญอย่างไรล่ะเจ้า Focus Area เนี่ย

ก็คือผมไม่อยากจะมาสอนใครเรื่องนี้เลย เพราะมันเป็นเรื่องที่ผมยังปวดหัวอยู่แทบทุกวันนี้จริงๆ เพราะแต่ละแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบ โฟกัสทั้งภาพ โฟกัสเฉพาะส่วน โฟกัสแค่ช่วงตรงกลาง หรือการโฟกัสแบบจุดเลือกตำแหน่งได้ทั้งหมด ทุกแบบนั้นล้วนมีข้อดีของมัน ข้อดีในความหมายนี้ก็คือ การที่มันจะเหมาะกับการถ่ายภาพแบบไหนนั้นเอง เพราะบางแบบก็ถ่ายภาพวิวไม่ดี บางแบบก็ถ่ายภาพ portrait ไม่ดี ซึ่งเราต้องปรับแต่งให้เร็วให้เข้ากับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่อง ผมเป็นพวกติดการถ่ายภาพที่มีความแมนนวลสูง นั้นทำให้ผมชอบแบบเลือกจุดเองซะมากกว่า เพราะว่ามันพลาดยากถ้าเราเลือกเองเลยแต่แรก คือไม่ต้องไปพึ่งระบบ AI ของกล้องให้หาให้ เพราะตรงจุดนี้ต่อให้มันจะฉลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยังไง มันก็ต้องมีบางครั้งที่ไม่สามารถตอบสนองได้ตรงความตั้งใจเราเช่นกัน จริงอยู่แหละที่มันทำให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นมากเลยๆ เช่นการถ่ายอะไรที่ต้องรีบเร่ง

การใช้ระบบโฟกัสแบบโฟกัสทั้งภาพก็จะช่วยให้ได้ภาพ ณ ช่วงเวลานั้นได้ แต่ถ้ามามัวเลือกจุดเองไม่ทันแน่นอน แต่ว่าการที่กล้องมันเลือกให้ทั้งภาพแบบนั้น เราก็ต้องมั่นใจในมันมากๆเลยนะว่า มันจะได้จุดที่เราต้องการจริงๆ ถ้าไม่ได้ ต่องให้ช่วงเวลา ท่าทางเปะมากขนาดไหน

แต่ภาพเบลอเนื่อยจากโฟกัสผิดก็จบเหมือนกัน ดังนั้นแล้วเรื่องนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ หลายๆช่างภาพมืออาชีพก็เลือกที่จะปรับแบบได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ แต่บางช่างภาพมืออาชีพก็จะใช้แบบกำหนดจุดเอง แต่เลือกให้รวดเร็วมากๆแทน ผมเป็นสายใช้แต่แบบกำหนดจุดเองเช่นกัน ทำให้หลายๆครั้งนั้นถ่ายภาพไม่ทัน แต่ก็ช่างเถอะ เพราะผมนั้นเป็นสายถ่ายภาพแบบใช้เวลาอยู่แล้ว ผมก็ใช้เลนส์แบบมือหมุนหลายตัวเสียด้วย

ระบบ Focus Area นี้เป็นฟังค์ชั่นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะศึกษาให้ดีๆก่อนที่จะเป็นช่างภาพด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะหาจุดถนัดตัวเองไม่ได้เสียที แล้วฟังค์ชั่นนี้ก็เป็นตัวที่ทำให้ภาพเราชัดหรือเบลออีกด้วย 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet168 ทางเข้า

ฟอยด์ ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

เรารู้จักอุปกรณ์ชิ้นนี้แน่นอน เพราะมันคืออุปกรณ์ในครัวเรือนที่สำคัญอย่างหนึ่ง และในวงการถ่ายภาพ ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากทีเดียว จะว่าจำเป็นก็ไม่เชิงนะ เพราะว่าส่วนมากแล้วการจะพกเจ้านี้ไปนั้น จะเป็นตากล้องอาชีพซะมากกว่า เพราะว่ามันก็จะเขิลๆหน่อยนะ ที่จะกางออกมาในที่สถารณะแบบนี้ หน้าที่หลักๆของมันก็คือรีเฟรคยังไงล่ะ มันคือการสะท้อนแสง และเป็นการสะท้อนแสงที่ให้ความนิ่มนวลอย่างมากเลย เหมาะกับการใช้กับการถ่ายภาพบุคคลอย่างมาก จริงอยู่ที่การใช้ฟอยด์นั้นเป็นดั่งของตากล้องมืออาชีพ แต่ว่าถ้าคุณมีแฟนแล้วชอบถ่ายรูปกันมากๆ ก็เป็นอะไรที่ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

มันจะช่วยให้บางมุมที่เราคิดว่ามันดี แล้วมันจะได้ภาพที่ดีแบบนั้นจริงๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ตอนที่เจอแสงจัดๆแล้วมีแสงตกหน้าเยอะ จริงๆอยู่ที่เวลาที่เจอแบบนี้ใช้แฟลชช่วยได้ แต่ว่าแฟลชนั้นมันก็ไม่มีที่ให้สะท้อนเหมือนกัน ทำให้ความนิ่มนวลนั้นน้อยกว่า

ฟอยด์ที่ใช้สำหรับการถ่ายรูปจริงๆแล้วก็มีขายตามร้านขายอุปกรณ์กล้องทั่วไปแหละ จะเป็นแบบผ้าจริงๆจัง และเคลือบให้เป็นเหมือนกับฟอยด์ด้านบ่น จะเป็นความทนทานที่ดีแต่ก็จะมีการเก็บที่ลำบอกหน่อย เพราะมันจะเป็นโครงเหล็กแล้วจะต้องมีการพับเก็บในแบบของมัน จะคล้ายๆกับที่กันแดดหน้ารถยนต์นั้นแหละ แต่ว่ามันอาจจะทำมาพิเศษด้วยขนาดต่างๆให้เลือกพกกัน แล้วแบบจริงๆจังๆนี้ก็จะไม่ค่อยเหมาะกับการเอาใส่กระเป๋ากล้องสักเท่าไหร่ เพราะมันจะใหญ่เกินกระเป๋าเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่แนะนำใช้แก้ขัดได้นั้นก็คือ ฟอยด์สำหรับใช้กับอาหารนั้นแหละ

เราจะสามารถเลือกขนาดได้เองเลย อยากได้เท่าไหร่ก็ตัดเท่านั้นได้เลย ง่ายๆ พอตัดออกมาก็พับให้ได้ขนาดพอเหมาะกับการใส่ลงในกระเป๋าเรา ประหยัดเนื้อที่มากๆเลย แทบจะไม่รู้สึกกระเป๋าเลยด้วยซ้ำ แนะนำให้สอดไว้ตามซอกระหว่างกระเป๋ากับนวม เพียงแต่มีสิ่งที่ต้องระวังหน่อย นั้นก็คือเจ้าฟอยด์อาหารนั้นใครเคยได้ใช้จะทราบดีเลยว่า มันเป็นอะไรที่ขาดง่ายมากๆ

เวลากางเข้ากางออกก็ต้องคอยระวังไว้ด้วย แต่การที่มันขาดนิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ส่งผลต่อแสงที่สะท้อนสักเท่าไหร่ ก็สามารถพกพาจนกว่ามันจะขาดจนรุ่งริ่งนั้นแหละ แล้วก็ค่อยเปลี่ยน ไม่ต้องห่วงอะไรอยู่แล้ว เพราะราคาฟอยด์นี้ก็ไม่ได้แพงเลย

ผมก็พกไว้กระเป๋าตลอดนะ แต่ไม่ค่อยได้ใช้หรอก พกให้อุ่นใจไว้งั้นแหละ เพราะว่าถึงเวลาจริงก็ไม่กล้าเอาออกมาใช้เหมือนกัน ฮ่าๆ

 

 

สนับสนุนโดย   ufabet  

เมืองเล็กๆแม่กลอง

เมืองแม่กลอง ที่สมุทรสงคราม ว่าไปก็มีวัดอยู่เยอะเหมือนกัน ใครสายทำบุญเดินทางมาที่นี่ได้ทั้งเที่ยว ได้ทั้งบุญครบเลยทีเดียว

วัดที่ 2 ที่เราจะพาไป คือวัดบางแคน้อย

การเดินทาง: ใช้เส้นทางไปอัมพวา ถึงวงเวียนเลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ ไปตามเส้นทางไปวัดบางกุ้ง สังเกตุดูง่ายๆวัดบางแคน้อยจะติดกับโรงพยาบาลอัมพวา


วัดเล็กๆที่ดูจะไม่มีอะไร วัดนี้มีพระอุโบสถที่ภายในเป็นไม้แกะสลักเลยสนใจ แวะไปดูเสียหน่อย เข้ามาในอุโบสถ สวยงามมาก งานแกะสลักเต็มไปหมด บานประตู หน้าต่าง ผนัง เพดานรอบด้าน ถ้าคนชอบงานแบบนี้น่าจะยืนชมรายละเอียดการสลักได้นานเลย สวยแปลกตาดีจริงๆ

ช่วงที่ไปไม่มีนักท่องเที่ยวเลย แต่ยังมีคนที่มาถ่ายรูปนักท่องเที่ยว ปริ๊นใส่จานแล้วเอามาขาย เพื่อให้เป็นของที่ระลึก แต่ส่วนใหญ่คนก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก เพราะว่าเห็นไปแต่ละที่ก็มีแบบนี้หมด ซื้อไม่ไหวกันเลยทีเดียว

เดินทางไปวัดต่ออีกสักที่ วัดบางกุ้ง

การเดินทาง: ใช้เส้นทางเดียวกับวัดบางแคน้อย แล้วขับตรงมาอีก ก็จะเจอวัดและค่ายบางกุ้งทางซ้ายมือ ถ้ามาวันหยุดดูง่ายเลย เพราะมีรถจอดเพียบ

    วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน เคยตั้งค่ายบริเวณนี้เพื่อต่อต้านกองทัพพม่า จนทัพพม่าต้องถอยร่นไป แต่สิ่งที่คนจำวัดนี้ได้คงเป็นพระอุโบสถหลังเก่าที่ถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนทั่ว ชาวต่างชาติบางคนเรียกว่าเป็นโบสถ์ tomb rider ภายในโบสถ์ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี และมีภาพเขียนฝาผนังเก่า ที่เสียหายไปบ้างตามกาลเวลา ถ้ามาวันธรรมดา ภายในจะเงียบสงบและเย็นสบายมาก ผิดกับวันหยุดลิบลับ ถ้าอยากได้ความสงบ ลางานมาวันธรรมดา

มีภาพเขียนภายในโบสถ์ที่สวยงามเยอะ มีเวลามากพอ ลองมองไล่ดูช้าๆตามจุดเล็กจุดน้อย จะมีเรื่องราวให้เราเรียนรู้ ให้ซึมซับเหตุการณ์ต่างๆสมัยก่อนได้เยอะเลยทีเดียว ถ้าได้ไหว้พระเสร็จลองนั่งพิจารณาดูไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าวัดเก่าแก่มีคุณค่ามากขนาดไหน

คณะเรียนสุดฮิตของเด็กสายศิลป์

เด็กสายศิลป์นั้นจะคิดว่าตัวเองนั้นจะไปทำงานไรดีหรือเรียนคณะอะไรในอนาคตดี ซึ่งเด็กสายศิลป์นั้นก็จะมีทางเลือกหลายทางในการที่จะสามารถต่อยอดไปเรียนยังคณะต่างๆหรือการต่อยอดในการทำอาชีพต่างๆในอนาคตได้มากมายเลยทีเดียว

คณะแรกที่ได้รับความนิยมมากในหมู่เด็กศิลป์ก็คือ คณะนิเทศศาสตร์และเหตุผลที่คระนี้เป็นที่นิยมในการเรียนนั้นก็เพราะว่าใครๆก็อยากจะเป็นดารานั่นเองแต่คณะนิเทศศาสตร์นั้นไม่ได้เรียนไปเพื่อการเป็นดาราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถเรียนจบและไปประกอบอาชีพอื่นๆได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว บรรณาธิการหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ผู้ประกาศข่าว กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ ช่างภาพ ผู้กำกับรายการ เพราะฉะนั้นแล้วบอกได้เลยว่าเรียนคณะนิเทศศาสตร์แล้วนั้นจะครอบคลุมในเรื่องของการสื่อสารทั้งหมด

คณะศิลปะศาสตร์ มนุษยศาสตร์และอักษรศาสตร์ จะเป็นกลุ่มคณะเดียวกัน คณะนี้นั้นถือว่าเหมาะกับสายฝอมากๆ เพราะคณะนี้นั้นจะเน้นในเรื่องของภาษา ทั้งอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศสและอีกหลายๆภาษาที่จำเป็นด้วย โดยหากเรียนจบจากคณะนี้นั้นสามารถไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็น นักเขียน นักแปล องค์กรระหว่างประเทศ สามารถทำงานในองค์กรของรัฐได้ การทูตการสื่อสาร หรือจะเป็น HR PR เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก็ได้ สำหรับคนที่จบด้านภานั้นถือเป็นอะไรที่กว้างมากและสามารถทำอาชีพได้หลากหลายมากเลยทีเดียว

พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชื่อคณะก็บอกอยู่แล้วว่าจบไปเป็นนักบัญชีแน่นอน แต่เรียนบัญชีไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นแค่นักบัญชีเท่านั้น เพราะสามารถทำอะไรได้อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในธนาคาร ผู้ตรวจสอบบัญชี นักลงทุนก็สามารถเป็นได้หือจะเป็นผู้ตรวจสอบภาษีอาการในหน่วยงานรัฐและเอกชลต่างๆ อะไรที่เกี่ยวกับเงินและบัญชีนั้นหรือการพาณิชย์ คณะนี้นั้นตอบโจทย์อย่างแน่นอน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เรียนศิลป์ก็สามารถเข้าคณะนี้ได้ เพราะสถาปัตยกรรมนั้นมีหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบกราฟฟิค ก็สามารถที่จะทำได้ คืออะไรที่เกี่ยวกับการออกแบบเด็กสายศิลป์สามารถเรียนได้นั่นเองแต่ถ้าเป็นเรื่องโครงสร้างก็อาจจะดูไม่เหมาะนัก

คณะครุศาสตร์ คณะนี้เมื่อจบไปแล้วก็จะเป็นคุณครูนั่นเอง ซึ่งคณะนี้นั้นเราจะได้เรียนมากมายหลายสายหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยาการเป็นครูและพวกเนื้อหาสาขาวิชาด้านศิลป์ต่างๆมากมาย มีทั้งสายภา ศิลปกรรม คณะนี้นั้นก็จะกว้างมากๆ โดยการเรียนจบครุศาสตร์นั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถเป็นได้แค่ครูเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถไปประกอบสาขาอาชีพอื่นได้ เช่นสจ๊วต หรืออื่นๆอีกมากมาย 

เห็นไหมว่าเด็กสายศิลป์นั้นสามารถที่จะเลือกเรียนได้หลากหลายสาขาวิชามากมายเลยทีเดียวและยังสามารถประกอบอาชีพในอนาคตได้อีกหลากหลายสาขาด้วย

 

สงครามในประวัติศาสตร์

สงครามในประวัติศาสตร์ ในอดีตประเทศไทยมีสงครามเพื่อแย่งชิงอาณาเขตพื้นที่อยู่อาศัย ผู้คน และวิถีชิวิตความเป็นอยู่ กันมาอย่างยาวนาน

ตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว ซึ่งความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทยเสมอมาก็คือประเทศไทยของเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดเลย การต่อสู้ของปู่ย่าตายายที่ทุ่มเท ทำเพื่อพวกเราลูกหลาน ต้องขอบคุณและสำนึกในการกระทำของวีรบุรุษและวีรสตรีเหล่านั้นอยู่เสมอ ท่านคือผู้บุกเบิกอนาคตที่ดีและสดใส ให้กับลูกหลานและสิ่งสำคัญคือ ทำให้เราชาวไทยอยู่ว่าเรารักกันมากแค่ไหน

รู้ทั้งรู้ว่าสงครามมีความเสี่ยงมีโอกาสรอดแค่น้อยนิด แต่ก็พยายาม สู้หลังชนฝาเพื่อให้ได้มาซึ่งศักดิ์ศรีของคนไทย และประเทศไทยที่สงบสุขมาจนปัจจุบันนี้ สงครามการต่อสู้ทั้งหลายเกิดจากการทำเพื่อคนหมู่มากมาตลอดในอดีตแต่ในปัจจุบันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ไม่ใช่สวครามเพื่อกันและกันแต่เป็นสงครามเพื่อตนเอง ในยุคสมัยนี้คนไทยกับตีกัน ฆ่าฟันและสร้างเรื่องเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอยู่เสมอจนกลายเป็นเรื่องปกติ ความทรงจำที่ดีและสิ่งที่ปู่ย่าตายายท่านสร้างสมไว้ให้ ถูกทำลายด้วยฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ทำให้ย้อนคิดถึงความรู้สึกของการเสียสละแต่กับถูกลูกหลานมองเมิน ไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป ความน่ากลัวของมนุษย์สุดจะยากแม้หยั่งถึง เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนความน่ากลัวของคนไทยในสมัยนี้นั้นโหดร้าย รุนแรง เกินกว่าคนไทยควรทำกับคนไทยด้วยกัน จิตใจเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ การที่ทุกคนเห็นแก่ตัวต่อกันอาจไม่ได้สนใจว่าการเห็นแก่ผู้อื่นบ้างนั้นคือสิ่งที่ บรรพบุรุษของเราทำมาตลอดการเห็นอกเห็นใจซึ้งกันและกันสร้างสิ่งดีดีเสมอ หลายคนในปัจจุบันลืมเลือนความทรงจำดีดีของประวัติศาสตร์ชาติไทยไปจนจะหมดสิ้น น่าสงสารหากไร้ซึ่งแผ่นดินที่คนไทยด้วยกันรักกันเอง

เป็นสิ่งที่หดหู่และน่าเศร้า ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร หากจากสิ่งที่สำคัญคือจิตใจที่ดีงาม ทุกคนควรรักกันให้เหมือนบรรพบุรุษของเรา ดูตัวอย่างที่ดี และน่ายกย่องเป็นอันดับแรกเสมอคิดกันให้เยอะๆคนไทยเรามีประเทศของเราไม่ใช่ใครมากดขี่ข่มเหงรังแก อย่างให้สิ่งรอบข้างหล่อหลอมสิ่งแย่ๆเข้ามาในตัวของเรา คนไทยต้องเข้มแข็งและหนักแน่นไว้เสมอ ให้เหมือนกับปู่ย่าตายายบรรพบุรุษ ทั้งวีรบุรุษและวีรสตรีทั้งหลาย อยากขอเป็นตัวแทนให้ทุกคนตรรหนักถึงปัญหาและช่วยกันแก้ไขอย่างมีสติรักกันไว้เถิด เพื่ออนาคตที่ดีของพวกเราชาวไทยทุกคน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

บุญคูณลาน

ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่ผู้คนต่างขะมักเขม้นในการทำงาน เพื่อจะให้ทันต่อการเก็บผลผลิต ซึ่งไม่ต่างจากชาวนา  ที่เร่งเกี่ยวข้าว มีการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในครอบครัวหรือในหมู่ญาติพี่น้อง มาลงแขกเกี่ยวข้าว หรือบางที่ที่ทันสมัยหน่อยก็จะใช้รถเกี่ยวข้าว ทำให้บางครั้งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนลดน้อยลง หลังจากได้ข้าวจากการเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือเก็บไว้ในสถานที่ที่ได้เตรียมไว้ แต่ต้องผ่านพิธีหรือประเพณีที่สืบทอดต่อมาจากคนรุ่นเก่า นั่นก็คือการทำบุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญให้ข้าว

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของตลอดปีนั้น ข้าวที่ได้ผ่านการทำพิธีนี้ก็จะดี ใครได้รับประทานจะพบแต่โชคลาภ ร่างกายแข็งแรง ตามปกติแล้วมักจะทำกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนยี่ตามปฏิทินท้องถิ่น ซึ่งก่อนอื่นต้องมีการขอขมาแม่ธรณีก่อนนำข้าวขึ้นเล้า  ให้แม่ธรณีให้อภัยและย้ายแม่ธรณีออกจากพื้นที่ตรงนั้น และจะบอกกล่าวกับแม่โพสพ โดยมิส่งของที่ต้องเตรียมบูชา ดังนี้ ดอกไม้ ธูปเทียน ใบไม้ที่เป็นมงคล ใบยอ ใบขนุน ใบคูณ หลังจากนั้นก็จะนำไปใส่ไว้ในกระติ๊บข้าว เพื่อเป็นขวัญข้าว แล้วก็จะเชิญแม่ธรณีตรงลานเข้าออกไป

จากนั้นก็จะนำเครื่องไหว้ไปไว้ตรงหน้าลอมข้าว (กองข้าวที่เตรียมไว้ที่ลาน) และก็จะตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของตนเอง เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้ก็จะนำฟางข้าวมัดกระติ๊บข้าวไว้กับไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลาว ตั้งเป็นสัญลักษณ์หน้าลาน ชาวนาก็จะเริ่มนวดข้าวได้ โดยการตีข้าวที่มัดเป็นฟ่อนๆ ซึ่งจะเรียงเป็นแถวสูงๆ

เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเรียง ทุกคนก็จะช่วยกันตีข้าวเพื่อให้ได้เมล็ดข้าว หลังจากนั้นก็จะบายศรีให้ข้าว จากการใช้ต้นอ้อย ต้นกล้วย มาปักทั้ง 4 มุม ของลานข้าว แล้วใช้สายสิญจน์พันรอบๆ เพื่อโยงมาถึงพระพุทธรูป ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการเชิญแขกมาร่วมพิธีและทำบุญ มีการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อมาให้พร ถวายภัตตาหาร เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำมนต์ ให้กับข้าว สัตว์เลี้ยง ก็เป็นอันเสร็จพิธี  เป็นวัฒนธรรมที่คนรุ่นใหม่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันมา โดยแสดงให้เห็นว่ายังคงให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของข้าวซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำหรับคนไทย

ซึ่งถือว่ากว่าจะได้ผลผลิตแต่ละเม็ดต้องผ่านมากี่หยาดเหงี่อของชาวนา ผู้เปรียบเสมือนแม่ครัวของชาวโลก ผู้ที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู่ดิน และเป็นการรักษาประเพณีที่ดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติต่อ

ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ

การลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ

เทศกาลลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟนี้ มีถิ่นกำเนิดมาจกจังหวัดสุโขทัย และยังเชื่ออีกว่าการลอยกระทงถือเป็นการขอขมาแก่แม่คงคา จึงได้จัดให้มีการเผาเทียนเล่นไฟในวันขึ้น15ค่ำ เดือน12 ของทุกปี และทางจังหวัดสุโขทัยจึงได้มีการจัดงานใหญ่โตในทุกปี ซึ่งจะมีร้านค้ามากมาย และจะแสดงถึงขนบธรรมเนียมของไทยในสมัยเก่า โดยได้จัดร้านค้าแบบจำลองในการซื้อขายของคนไทยที่จะต้องนำเงินไปแลกเป็นเบี้ยหอย แล้วจึงมาซื้อสินค้าได้ และยังจัดให้มีการโชว์ทำกระทงแบบในสมัยโบราญ อย่างกระทงพนมเบี้ย พนมหมาก พนมดอกไม้ และการทำโคมแขวนต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย ยังจำลองวิถีไทยการกินข้าวแบบในสมัยโบราญ โดยการนั่งล้อมวงลงที่พื้นกินข้าวกัน

กิจกรรมในงาน

                     กิจกรรมในงานทางจังหวัดสุโขทัยได้จัดให้มีการประกวดขบวนแห่ ประกวดนางนพมาศ และประกวดกระทง ประกวดโคมชัก โคมแขวนเกิดขึ้น และยังมีการแสดงแสง สี เสียง และจัดไฟประดับในสถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสุโขทัยอีกด้วย และจะมีการลอยประทีปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจากพระบรมศานุวงศ์ เพื่อเป็นฤกษ์ดี จัดให้มีการจุดดอกไม้ไฟจำนวนมาก และมีการประดับโคมไฟและประทีปตามสระน้ำต่างๆ ในสถานที่โบราญสถานที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยนับเป็นแสนๆดวงเลยทีเดียว จึงเป็นงานที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากอีกงานหนึ่งเลยทีเดียว

ความเชื่อ

               ความเชื่อของคนโบราญในการเผาเทียน เล่นไฟ คือการลอยประทีปลงสู่แม่เพื่อเป็นการขอขมาแก่พระแม่คงคาและถือเป็นการสะเดาเคราะห์ไปด้วยเลย เล่นไฟคือการจุดพลุ หรือดอกไม้ไฟนั่นเอง และโคมชัก โคมแขวนที่ทำขึ้นเพื่อบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงก็ยังมีคนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ใช้บูชารอยพระพุทธบาท และจะต้องใช้ฝีมือในการทำอย่างมาก เพราะจะต้องเป็นงานฝีมือและใช้ความประณีตในการทำอย่างมาก

เทศการลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟของจังหวัดสุโขทัยก็จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยขบวนแห่ของกระทงขนาดใหญ่ของหลายๆอำเภอในจังหวัดสุโขทัยซึ่งจัดให้มีการแข่งขันทั้งการประกวดขบวนรถ นางนพมาศ และการประกวดกระทง และเป็นจังหวัดแรก ของการเกิดประเพณีลอยกระทงเกิดขึ้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยได้ไปมีส่วนในการสนับสนุนประเพณีของไทยให้อยู่กับลูกหลานสืบต่อไป และขอให้ไปช่วยเที่ยวชมในงานเทศกาลลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ ของจังหวัดสุโขทัยนี้ด้วย

 

ประเพณีสงกรานต์

ประเพณีสงกรานต์  เป็นประเพณีที่คนไทยมีมาตั้งเเต่อดีต

ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเเละความยอดฮิตติดอันดับเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นประเพณีที่สนุกมาก เพราะประเพณีสงกรานต์สิ่งของที่ต้องใช้ในการเล่นก็คือน้ำกับขัน ซึ่งการเกิดประเพณีเเบบนี้เป็นเพราะอากาศเมืองไทยมันร้อนมากด้วยส่วนหนึ่ง ประเพณีสงกรานต์มีตำนาน ทุกคนในอดีตจึงสืบทอดประเพณีเหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะประเพณีสงกรานต์สมัยนี้จะเห็นได้ว่ามีความสนุกคึกคัก เพราะมีทั้งเพลงเเด๊นซ์ การเต้นเเละความสนุกสนานในพวกวัยรุ่น สงกรานต์จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่นชอบมากที่สุดของวันหนุ่มสาว

เพราะเดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าเเต่ก่อนเราเล่นกันอย่างเรียบร้อยไม่ได้ใช้น้ำเปลืองขนาดนี้ เล่นกันเเบบระมัดระวังตนเองเเละคนอื่น สมัยนี้เวลาเล่นสงกรานต์มักจะมีข่าวลวนลามผู้หญิงหรือการทะเลาะเบาะเเว้งกันในหมู่วัยรุ่น สมัยนี้จึงมีการป้องกันอย่างเเน่นหนาเพื่อความปลอดภัยในเทศกาล อีกส่วนหนึ่งคือการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมเทศกาลที่นั่น

 เทศกาลสงกรานต์นั้นเหมือนกับวันรวมญาติในหลายๆครอบครัวเลยก็ว่าได้ เพราะบางคนมาทำงานในเมืองกรุง สงกรานต์เเล้วบริษัทไห้หยุดยาว8-9วัน คนบางส่วนก็ทยอยกลับบ้านตามต่างจังหวัดต่างๆเพื่อไปหาญาติพี่น้องของตัวเอง ซึ่งก่อนเทศกาลการเดินทางก็เริ่มจะหนาเเน่นอยู่พอสมควร เพราะคนนิยมกลับบ้านเกิดกันเยอะมาก ถนนเลยติดขัดเดินทางลำบาก ประเพณีสงกรานต์จะมี3วันนับตั้งเเต่วันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ส่วนวันสุดท้ายบางครอบครัวนั้นก็จะจัดงานรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไห้ตายายผูกข้อไม้ข้อมือก่อนกลับบ้าน การไปวันทำบุญ

เพราะสงกรานต์นับว่าเป็นปีใหม่ไทยนั่นเอง สถานที่ยอดฮิตในปัจจุบันที่ใช้ในการเล่นสงกรานต์มีหลายที่ เช่น ถนนข้าวสาร พัทยา บางเเสน อีกอย่างยังมีการไหลด้วย การไหลคือใช้สำหรับการเล่นสงกรานต์วันสุดท้ายนั่นเอง 

ซึ่งวันสุดท้ายคนจะเยอะกว่าปกติมากบางที่ก็มีคอนเสิร์ตศิลปินมาเล่นในงานนั้นๆด้วย อีกอย่างชาวต่างชาติก็ชื่นชมเเละสนใจประเพณีสงกรานต์ของบ้านเรามาก เพราะมันทั้งสนุก คลายเครียดเพราะได้เล่นน้ำเเละยังมีการจัดปาร์ตี้โฟมต่างๆที่เป็นที่นิยมอยู่ ณ ตอนนี้ด้วย ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เเต่ประเพณีสงกรานต์ก็ยังอยู่กับเวลาของเราในทุกๆปี เพราะเป็นประเพณีที่ยาวนานคนนิยมเล่นเยอะ สนุกสนาน ถือว่าเป็นเทศกาลที่สนุกที่สุดไม่ต่างจากเทศกาลอื่นๆเลย เทศกาลสงกรานต์มีทุกๆปีเพื่อไห้คนไทยได้สืบสานกันต่อไป เเละเวลาจะผ่านไปเเค่ไหน ประเพณีสงกรานต์ก็ยังจะอยู่คู่กับคนไทยไปอีกยาวนานเพื่อไห้สืบสานเทศกาลเเบบนี้ต่อไป

ประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ

ร่องรอยทางประวิตัศาสตร์กษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมัน

ที่ได้เข้ามายึดแผนดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และได้มีประวิตัศาสตร์จารึกเป็นขอบเขตของเขมรโบราณและเป็นที่เราได้เสียแผนดินสมัยก่อนไปให้กับเขมรโบราณและยังมีแผนจารึกที่เป็นหลักฐานสำคัญของเขมรโบราณ 

เส้นทางการเข้ามาของกษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมันได้เดินทางเข้ามาทางแม่น้ำโขงและได้เข้าสู่แม่น้ำมูและแม่น้ำชีแผนจารึกของพระองค์ประกอบด้วยจารึกถ้ำภูหมาไน จารึกปากโดมน้อย จารึกปากน้ำมูล จารึกวัดสุปัฏนาราม ๑จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อหาในจารึกจะกล่าวถึงการชัยชนะของพระองค์ที่มีต่อพื้นที่ต่างๆหลังจากนั้นก็ได้สร้างพระศิวลึงค์อันเป็นหนึ่งแห่งชัยชนะของพระองค์ไว้ที่แห่งนั้นด้วย จารึกของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ให้เห็นว่าราวพุทธศตวรรษที่12พื้นที่ภาคอีสานได้กลายเป็นขอบเขตขยายอำนาจการเข้ามาของกษัตริย์เขมรสมัยก่อนเมืองพระนครพายหลังพระเจ้ามเหนทรวรมัน

อาณาจักรของเขมรเกิดความวุ่นวายอีกครั้งส่งผลให้พื้นที่ภาคอีสานได้ปรากฏจารึกของผู้ปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจปกครองได้อย่างอิสระจารึกเหล่านี้ส่งผลให้เห็นลักษณะทางการเมืองการปกครองของเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครที่ยังไม่เกิดการร่วมอำนาจที่มั่นคงและอำนาจของเขมรในดินแดนทางภาคอีสานจะขึ้นอยู่ที่กษัตริย์มีความเข้มแข็งและหากเมื่อไหร่ที่กษัตริมีความอ่อนแอหรือเกิดความวุ่นวายที่ราชธานีอำนาจที่อยู่เหนือทางภาคอีสานจะลดน้อยลงทำให้บ้านเมืองแห่งนี้จะมีอิสระปกครองตัวเองได้ในช่วงบางเวลา

 ความขัดแย้งของอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพระนครพุทธศตวรรษที่15 18สิ้นสุดที่พระเจ้ามเหนทรวรมันที่2ทรงรวบร่วมดินแดนของเขมรที่ประกอบไปด้วยการเมืองต่างๆเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอันเป็นยุคเริ่มต้นอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพะนครร่วมถึงการนำแนวคิดลัทธิเทวราชามาปรับใช้ในการปกครองเขมรซึ่งจะเป็นแนวคิดการปกครองอาณาจักรหลายพระองค์ต่อๆมาในสำหรับภาคอีสานนั้นก็ได้พบจารึกเขมรโบราณอายุราวพุทธศตวรรษที่15 18ปรากฏพระนามของกษัตริย์เขมรเมืองพระนครหลายพระองค์ เช่นช่วง พุทธศตวรรษที่15ปรากฏพระนามของพระเจ้าอินทรวรมันที่1 พ.ศ.1420 1432

จารึกโนนสงจังหวัดยโธร จารึกพระเจ้ายโสวรมันที่1 พ.ศ.1432 14500จารึกปราสาทพนมวันที่1จังหวัดนครราชสีมา จารึกสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่2 พ.ศ.1466 1471จารึกบ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร และ จารึกบ้านพุทรา จังหวัดนครราชสีมาต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่16ปรากฏพระนามของพระเจ้าราเชนทรวรมัน1487 1511จารึกพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่5พ.ศ.1511 1543จารึกปราสาทเมืองแขก จังหวัดนครราชสีมา จารึกเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา จารึกอุบมุง จังหวัดอุบลราชธานี