ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำลำตะคอง

ลำตะคองเป็นแม่น้ำสายสาขาของแม่น้ำมูลซึ่งได้คงความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ราบลุ่มบนริมฝั่งลำตะคองจึงได้ถูกจับจองสร้างเป็นชุมชนมนุษย์มานานหลายพันธุ์ปีก่อนได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปรงจนกลายมาเป็นเมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน

สำหรับการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดนครราชสีมาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เป็นลำดับสามารถเล่าเรียงให้ห็นถึงการพัฒนาการชุมชนโบราณมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์หลัฐานที่ได้ค้นพบที่มีความเก่าแก่ที่สุดได้พบอยู่บนเขาวัดเลิศสวัสดิ์(เขาจันทน์งาม)ในเขตอำเภอสีคิ้วนั้นก็คือเป็นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซึ่งได้มีอายุราวๆ3,000 4,000ปีภาพโบราณได้ถูกเขียนอยู่บนผนังเพลิงผาหินทรายขนาดใหญ่สูงจากพื้นราว3 – 4เมตรเป็นวิธีการเขียนภาพลงสีแดงมีทั้งแบบเงาทึบและภาพล่างของคนและสัตว์ซึ่งภาพคนจะมีส่วนขาใหญ่หรือที่เรียกว่าน่องโตอันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนภาพโบราณเช่นเดียวกันกับการประทับรอยฝามือ

ซึ่งก็ได้พบเป็นรูปแบบที่กระจายมาตั้งแต่ กาญจนบุรี อุทัยธานี เรื่อยไปจนถึง อุดรธานี และ สกลนคร เนื่องหาของภาพเป็นเรื่องราวของคนหลายสิบคนที่เกี่ยวกับในสภาพของสังคมหรือในพิธีกรรมต่างๆซวึ่งก็ได้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเด็กในภาพนั้นมีคนถือธนูละยังมีภาพสัตว์ต่างๆอีกหลายชนิดซึ่งก็ได้บ่งบอกถึงในสภาพของสังคมในแหล่งโบราณคดีแถบนี้คือเป็นวัฒนธรรมหินสมัยใหม่มต่อเนื่องสำริดซึ่งมักจะตั้งชุมชนขนาดเล็ก

ในเขตที่มีลำน้ำไหลผ่านรู้จักการทำนาและประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาล่าสัตว์ แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจอีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมาคือชุมชนเกษตรกรรมเก่าแก่อายุประมาณ3,000ปีที่บ้านปราสาทอำเภอเนินสูงหลักฐานที่ได้พบจากการขุดค้นชุมชนบ้านปราสาทได้มีจำนวนมา

โดยเฉาพะโครงกระดูกมนุษย์พบเห็นอยู่มากประมาณ59โครงซึ่งก็ได้เชื่อว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้มันหน้าจะเป็นสุสานหรือเป็นหลุมฝังศพโครงกระดูกที่ค้นพบนั้นมีสภาพที่แตกต่างกันตั้งแต่ เมตรครึ่ง ไปจนถึง 5เมตรโดยมีการทำพภาชนะดินเผาขัดมันฝังลงไปรวมกับศพด้วยนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าชุมชนบ้านปราสาทโบราณหน้าจะเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

โดยมีวิวัฒนาการอย่าต่อเนื่องรู้ได้จากโบราณวัตถุที่ได้ค้นพบซึ่งก็ได้มีความแตกต่างในยุคสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผาปากแตภาชนะพิมายดำก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่นำเข้าเครื่องสำริดละเหล็กมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันและยังพบหลักฐานในช่วงเวลาสั้นๆอีกว่ามีการเติบในอารยธรรมทวารวดีและของขอมโบราณซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันราว2,000ปี

ประเพณีภาคใต้

ประเพณีแข่งขันตีโพน

สำหรับประเพรณีแข่งขันตีโพนนั้นจะมีวันเริ่มขึ้นเมื่อตั้งแต่ปลายเดือน10จนถึงแรม1ค่ำเดือน11และได้จัดควบคู่ไปกับประเพณีลากพระในวันออกพรรษาก่อนที่จะถึงวันแข่งขันสำหรับเหล่านักตีโพนต่างก็ขยันกันในช่วงของสิ่งประดิษฐ์เพื่อที่จะได้เสียงของโพนนั้นออกมาอย่างดีที่สุดและมีเสียงที่เพราะมากที่สุดและได้เลือกเอาไม้เนื้อแข็งตาลโตนดจำปาป่าขนุนป่าแกะสลัดเป็นรูปวงกลมคล้ายกับอกไก่และใช้หนังควายแก่ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เพราะมันจะมีความเหนียวและทนทานใช้เป็นหนังหุ้มโพนของพัทลุงและจึงได้มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยการที่พิถีพิถันในการประดิษฐ์และมีรูปทรงที่สวยงามจึงได้โพนออกมาที่มีเสียงเพราะมากที่สุด

 

ประเพณีการแข่งขันว่าว จังหวัดสตูล

สำหรับด้านประเพณีการแข่งขันว่าวจะมีวันจัดเริ่มขึ้นวันที่19กุมภาพันธ์2519ซึ่งโดนคณะครูอาจารย์โรงเรียนสตูนวิทยาและชาวในตำบนคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูนได้เริ่มจัดการแข่งขันเนื่องจากในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์ลมมรสุมทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือหรือลมว่าวกำลังพัดย่านย้อนที่สนามบินและในส่วนของจังหวัดภาคใต้เหมาะแก่การเล่นว่าวซึ่งได้เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ได้มีการลงทุนน้อยหรือใช้งบประมาณน้อยอีกทั้งยังเล่นง่ายและยังได้เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้ประดิษฐ์ว่าวประเภคต่างๆนั้นขึ้นมา

ซึ่งประกอบกับคนไทยที่มักชอบประดิษฐ์ช่างคิดช่างทำเห็นควายอยู่ในนาที่มันกำลังเก็บเกี่ยวและจึงได้จำลองหน้าตาของควายลงในตัวว่าวในคณะที่ว่าวนั้นได้ลอยอยู่กลางอากาศในส่วนหางจะอยู่ด้านบนส่วนหัวเขาจมูกหูจะอยู่ส่วนล่างสำหรับว่าวนั้นจะมีเสียงดังอยู่ไม่นิ่งซ่ายไปมาเหมือนกับนิสัยบ้าบิ่นของควายชาวบ้านนั้นต่างก็พากันเรียกว่าว่าวควายซึ่งได้เป็นสัญลักษณ์ของการเล่นว่าวในตัวจังหวัดของสตูนซึ่งถ้าหากใครที่อยากจะไปชมประเพณีนี้ได้ก็สามารถได้ที่จังหวัดสตูนในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์รับลองเลยว่าต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน

 

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ

พระบรมธาตุของนครศรีธรรมราชเป็นที่ศรัทธาของคนชาวเมืองนครศรีธรรมราชและชาวใต้สืบมายาวนานนับพันปีเมื่อได้เข้าถึงวัน15ค่ำเดือน6พุทธศาสนิกชนต่างรวมกันสักการะองค์พระมหาธาตุก่อเกิดประเพณีแห้ผ้าขึ้นธาตุ จะเห็นได้ว่าประเพณีถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เรานั้นควรจดจำและบันทึกไว้เป็นเรื่องราวที่ดีเพราะเป็นการเอ่ยถึงประวัติเรื่องราวที่มาได้เป็นอย่างดี โดยจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมา โดยทุกสิ่งที่เรานั้นได้ทำปฏิบัติกันมาล้วนแต่มีความสำคัญและควรสืบทอดให้ไว้ลูกหลานของเราอีกทอดนึง 

ประเพณีการผูกข้อมือ

ประเพณีผูกข้อมือแต่ละภาคอีสาน และภาคเหนือ 

วันนี้เรานั้นจะไปดูว่าแต่ละภาคนั้นเขามีพิธีผูกข้อมือกันแบบไหน และเรียกกันแบบไหนกันบ้างเพื่อว่าจะมีหนุ่มๆนั้นมาขอเราจะได้ทำตัวถูกว่าเรานั้นต้องทำตัวแบบไหนเพราะว่าแต่ละภาคนั้นคงไม่เหมือนกันแน่ เราไปดูกันค่ะว่าแต่ละภาคนั้นมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไร 

พิธีผูกข้อมือแต่งงานภาคอีสาน  

ส่วนพิธีผูกข้อมือแบบอีสานเป็นการเข้าพิธีแต่งงานด้วยการนั่งบริเวณหน้าบายศรีและจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์ เพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขและเป็นสิริมงคลในพิธีแต่งงานหลังจากนั้นญาติผู้ใหญ่มาร่วมงานผูกข้อมือด้วยการเอาด้ายหรือไหมพรมเส้นเล็กๆมาผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวเพื่อเป็นสิริมงคลโดยลำดับของผู้ผูกจากญาติผู้ใหญ่ก่อนจะให้คนอื่นมาอวยพรพร้อมกับผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวอีกรอบ

การสู่ขวัญกับก่ายคือให้หญิงชายคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกันให้แขนเท้าก่ายแขนนางเอาแขนชายทับแขนฝ่ายหญิงเสร็จผูกแขนให้ชายหญิงแล้วเอาไข่มาปอกเส้นผมตัดตรงกลางแล้วตรวจดูว่าไข่ที่ผ่านั้นเต็มใบหรือไม่ถ้าเต็มแสดงว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไปแล้วก็ยื่นไข่ครึ่งหนึ่งให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างคนต่างป้องกันเสร็จแล้วผู้ชายจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แล้วฝ่ายชายนั้นก็พากันกลับไปบ้านของตนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนง่ายๆของบ่าวสาวสมัยใหม่และไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องพิธีแต่งงานซักเท่าไหร่ซึ่งเรานั้นรองเอามาใช้กับงานของตัวเองก็ได้ 

พิธีผูกข้อมือของภาคเหนือ

ซึ่งภาคเหนือนั้นเรีกพิธีผูกข้อมือนั้นว่า พิธีฮ้องขวัญ  พิธีเรียกขวัญซึ่งมีขั้นตอนด้วยการให้คู่บ่าวสาวมานั่งที่ตั่งเรียบร้อยแล้วจากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวนั้นจะสวมมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย และก็พ่อแม่ของเจ้าบ่าวนั้นก็สวยพวงมาลัยให้กับเจ้าสาวเหมือนกันเพื่อรับเป็นสะใภ้เช่นกัน และจากนี้ก็ให้ประธานในพิธีนั้นเป็นคนสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผากและก็เข้าสู่พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ  หรือว่าฮ้องขวัญเสร็จแล้ว

โดยจะมีหมอขวัญนั่งข้างหน้าคู่บ่าวสาวจะใช้เวลาในการทำพิธีฮ้องขวัญประมาณ 20 นาทีพอเรียกขวัญเสร็จแล้วหมอขวัญนั้นจะเป็นผู้ผูกข้อมือก่อนจากนั้นก็เป็นพ่อแม่และตามด้วยญาติพี่น้องตามด้วยเพื่อนฝูงมาตามลำดับจากนั้นให้ผู้ที่สวมเป็นผู้ถอดมงคลให้แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธีผูกข้อมือแบบภาคเหนือ 

กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นมาทำไม

การสร้างกำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นมาทำไม

กำแพงเมืองจีนถือเป็นสัญญาลักษณ์ที่คัญอย่างหนึ่งของประเทศจีนที่เราทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นสิ่งก่อสร้าวที่ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน ใครที่ไปเมืองจีนอยากที่จะไปสำผัสความยิ่งใหญ่ของกำแพงแห่งนี้ดูสักครั้ง แม้ว่ากำแพงแห่งจะม่อายุที่ยาวนานมากพอสมควรแล้วแต่ว่าบางส่วนของกำแพงก็ยังถือว่าคงสภาพเอาได้เป็นอย่างดี ผ่านลม ผ่านฝน ผ่านแดมาร่วมหลายร้อย หลายพันปี

ลักษณะของกำแพงที่มีป้อมขั้นเป็นช่วงๆแห่งถูฏสร้างขึ้นเมื่อ ในสมัยราชวงศ์ฉิน

หลายๆคนคงสงสัยว่า เหตุใดทำไมกำแพงแห่งถูฏสร้างขึ้น? เพราะเป็นกำแพงที่มีความยาวมากที่สุดในโลก แล้วเหตุใดชนชาติจีนถึงต้องสร้างกำแพงที่มีความยาวมากเช่นนี้ขึ้น นั้นก็เป็นเพราะเพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกจาก ชาวฮัน ซึ่ง ชาวฮัน นั้นก็เป็นเมืองที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา ของประเทศจีนในยุคที่มีอารยธรรมอันเก่าแก่ หรือว่า ในยุคต้นๆ ของการรวมชาติจีน ประมาณสมัยราชวงศ์โจว หรือในช่วง 400 ปีการคริสตกาล

เนื่องจากมีพื้นที่ที่มีเขตแดนติดกัน ทำให้เกิดการรุกกรานดันเกิดขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างกำแพงที่มีความยาหลายพันหลายหมื่นลี้แห่งนี้เพื่อป้งกันแนวชายแดนของชาติตนเอง ซึ่งหลังๆมานี้ก็ได้มีการถูกบุกรุกจากพวกเผ่าที่มีที่อยู่อาศัยเร่ร่อน อย่างพวก มองโกเลีย และ แมนจูเรีย 

ซึ่งความยาวของกำแพงเมืองจีนมีการตรวจวัดได้ประมาณ 21,196.18 กิโลเมตร

ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรยยุคกลางที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งมีเคยมีความเชื่อกันว่ากำแพงแห่งสามารถมองเห็นได้เมื่อเามองเข้ามาจากนอกโลก ซึ่งความเป็นจริงเราไม่สามารถมองเห็นกำแพงนี้ได้เมื่อเราอยู่นอกโลก เพราะว่ากว่าเราจะมองเห็นกำแพงนี้ได้ด้วยความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศส่งผลทำให้เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงแห่งจากนอกโลกได้

เป็นคำถามที่ชวนสงสัยอีกเช่นกันว่า กำแพงที่มีความยาวมากแห่งจะใช้เวลาสร้างเท่าใด เพราะนอกจากจะมีความยาวที่มากมายแล้ว ขั้นตอนในสร้างก็ลำบากมากเช่นกัน ซึ่งกำแพงแห่งได้ถูกแบ่งการสร้างออกเป็นถึง 4 ช่วง ใน 4 ราชวงศ์ คือเมื่อ 205 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หรืออยู่ใรช่วงของราชวงศ ฉิน หรือยุคแรกของการเริ่มสร้าง ช่วงที่ 2 คือ ช่วงของราชวงศ์ฮั่น ที่มีได้ดำเนินการสร้างต่อมาในยุค 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช และช่วงที่ 3 นั้นได้ถูกสานต่อโดยราชวงศ์ถึง 5 ราชวงศ์ และได้ผันเปลี่ยนมาถึง 10 อาณาจักร อยู่ช่วง ปี ..​1138 – 1198 และยุคสุดท้ายนั้นก็คือยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิหงอู่

หรือในยุคต้นๆของราชหมิง ในช่วงปี ค.ศ.​1368 – 1620 ซึ่งรวมๆแล้วอายุของกำแพงที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้ถูกสร้างมาเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้ว

และจนในที่สุดกำแพงแห่งนี้ก็ยังคงต้ังตระหง่านผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน เป็นอนุสรณ์สถานที่ที่ถูกสร้างเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาและหาข้อมูลความรู้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติจีน และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อ ปี .. 2530 ซึ่งคณะกรรมการมรโลกได้เล็งเห็นพิจารณาแล้วว่ากำแพงเมืองจีนแห่งควรได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของโลกที่ทรงคุณค่าและเป็นที่น่ายกย่อง

ศิลปะการแสดงโปงลาง

ศิลปะการแสดงโปงลางมีดังนี้

โปงลางถือเป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางภาคอีสานโปงลางถือเป็นการเอาชื่อเรียกของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคอีสานมาตั้งเป็นชื่อการแสดงที่เป็นวง เหมือนเป็นการรวบรวมเอาศิลปะดนตรีและการฟ้อนรำมารวมกันกลายเป็นวง โดยมีชื่อเรียกว่าวงโปงลาง โปงลางเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดจากการเอาสิ่งรอบตัวมาประยุกต์จนเกิดเป็นเครื่งดนตรีที่มีความไพเราะ

ซึ่งเกิดระฆังที่เอาไว้แขวนคอสัตว์เลี้ยงเพื่อให้เกิดเสียง และได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นเครื่องดนตรีขึ้น โปงลางจะมีลักษณะที่ถูกทำขึ้นด้วยไม้เนื้อแข็ง และเหล่าให้เป็นรูปร่างที่เหมาะสำหรับการเกิดเสียงแล้วทำขึ้นตามโน๊ตต่างๆและถูกร้อยรวมกันจนมีลักษณะคล้ายกับระนาด แต่ว่ามีลักษณะเป็นแนวตั้ง เรียงลำดับตามตัวโน๊ตทั้ง 12 โน๊ตไล่ตั้งแต่เสียงสูงไปเสียงต่ำ นอกจากโปงลางที่ทำด้วยไม้แล้วยังมีโปงลางที่ทำด้วยเหล็กอีกด้วย และตีด้วยไม้ที่มีลักษณะเป็นหัวหงอน 1 คู่เอาไว้ใช้ตีให้เกิดเสียง 

 

แต่ว่าวงโปงลางจะประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิด

ที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคอีสาน หลักๆก็จะประกอบไปด้วย โปงลาง พิณ แคน โหวต กลองยาว กลองรำมะนา ฉิ่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ และเบส ซึ่งเบสถือเป็นเครื่องดนตรีที่เข้ามาบทบาทในภายหลัง แต่ก็อาจจะมีดนตรีอื่นๆที่เขามาประกอบด้วย เช่น ซอ ปี่ภูไท และอื่นๆตามแล้วแต่ล่ะการแสดงของเพลงนั้นๆ

และที่บอกว่าเบสคือเครื่องดนตรีที่เข้ามาบนบาทในภายหลังนั้นก็คือ ในสมัยก่อน เบสนั้นถือเป็นเครื่องดนตรีฝรั่งที่ค่อนข้างหาได้ยาก ซึ่งเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่แทนเบสในอดีตนั้นก็คือ ไห ไหแต่ก่อนถือเป็นเครื่องดนตรีอีกชนิดเหมือนกัน

โดยการเอาหนังยางเส้นใหญ่ๆมาขึงคั่นปากไหเอาไว้ แล้วก็ดีดจนเกิดเสียงี่มีลักษณะคล้ายกับเสียงเบส ไหเองก็ก็ประกอบไปด้วยไหทั้ง 4 ใบขนาดเล็กใหญ่ตามขนาดของเสียงและใช้ไมค์ล่อเพื่อขยายเสียงของการดีดให้ แต่ในปัจจุบันเบสได้เข้ามามีบทบาทแทนมากขึ้นเนื่องจากสะดวกต่อการใช้งานและให้เสียงที่คงที่กว่า ไหจนได้ถูกลดบทบาทการเป็นเครื่องดนตรีลงไป แต่ด้วยความที่อยากจะอนุรักษ์ไหเอาไว้ จึงได้ประยุกต์นำมาเป็นอุปกรณืที่เอาไว้ใช้สำหรับการแสดงนั่นก็คือนางไหซองที่นำเอาไหมาเป็นส่วนสำคัญในการแสดง หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ นางไห นั่นเอง

นอกจากเครื่องดนตรีที่นำเอาความเป็นอีสานมารวมกันแล้ว

การแสดงก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่วงโปงลางนั่นขาดไม่ได้ โดยการอสดงส่วนมาก็จะเกิดการเอาวิถีชีวิตการกินการเป็นอยู่ของผู้คนในภาคอีสานนั่นมาทำเป็นศิลปะการแสดง อย่างเช่น เซิ้งแหย่ไข่มดแดงที่นำเอาวิถีการหาอาหารของชาวอีสานนั้นมาทำเป็นแสดงที่สนุกสนาน การแสดง เซิ้งกะโป๋ ที่นำเอากะโป๋หรือ กะลามาเป็นอุปปกรณ์ในการแสดง ซึ่งการแสดงนี้จะเอากะลามาเคาะตามจังหวะดนตรีโดยผู้ที่แสดงจะแสดงเป็นคู่ๆชายหญิง ที่มีเกิดจากการที่หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีกัน และยังีความเชื่ออีกว่าหากคู่ไหนเคาะกันจนกะลาเขาเชื่อว่าคู่รำคู่นั้นจะเป็นเนื้อคู่กัน ศิลปะการแสดงโปงลางนั้นได้แสดงความเป็นตัวตนของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี

เพราะเกิดภูมิปัญญาของของคนอีสาน ดังนั้นศิลปะการแสดงที่มีคุณค่าเหล่านี้ควรที่จะถูกอนุรักษ์เอา เพื่อเป็นตัวบอกเล่าถึงเรื่องราวของผู้คนในอดีตให้ลูกหลานได้รับรู้ ควรค่าอย่างยิ่งแก่การเก็บรักษาเอาไว้ แม้ในปัจจุบันจะเหลือผู้ที่สืบทอดลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่เราก็หวัวงว่าศิลปะการแสดงที่งดงามแบบนี้จะอยู่กับเราสืบไป 

 

บนบานศาลกล่าว

เราถูกปลูกฝังให้เติบโตมากับความเชื่อและความศรัทธา พ่อแม่จะสอนอยู่เสมอให้เราเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ว่าเราทำดีแล้วย่อมได้รับตอบแทนที่ดี เช่นถ้าเราขยันทำงานหาเงินสักวันเราจะรวย หรือไม่ก็ถ้าเราตั้งใจเรียนแล้วเราก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ ซึ่งชีวิตจริงมันกลับไม่เป็นอย่างงั้น บางทีชีวิตคนเรามันก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาด้วย  เหตุนี้เองคนส่วนใหญ่จึงมองหาที่พึ่งเพื่อจะขอให้สมดังหวังเวลาอยากได้สิ่งใดก็ตาม

เราเรียกพิธีกรรมนี้ว่า การบนบานหรือการติดสินบน  

การบนบานเริ่มขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหนไม่มีใครบอกได้ มันเป็นความเชื่อปากต่อปากมาแต่โบราณว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากให้สิ่งที่เราอยากได้มันเกิดผลสำเร็จเร็วขึ้น เราต้องไปบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือให้ท่านช่วย  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือดวงจิตวิญญาณที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งแบ่งได้ 2 พวก 1.พวกวิญญาณชั้นสูง ได้แก่ พระอริยะสงฆ์ เทพเจ้า เทวดา 2. พวกวิญญาณชั้นต่ำ ได้แก่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ภูตผีปีศาจ  

จะเดินทางไปบนที่ไหนเราต้องศึกษาให้รู้ก่อนว่าสถานที่ที่เราเลือกไปท่านแม่นเรื่องอะไร เช่นผู้เขียนเป็นคนสระบุรี ถ้าจะขอให้ถูกหวย ก็เลือกไปที่ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทองที่อยู่ในวัดสูง อ.เสาไห้  บนให้สอบติดหรือสมัครงานไหนก็ขอให้เค้ารับเข้าทำงาน ก็เลือกไปที่วิหารหลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์ บ้านหนองตาโล่ อ.หนองแค หรือไม่ก็เดินทางไปอีกหน่อยไม่ไกลมาก ก็หลวงพ่อโต วัดสะตือ อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ของที่ใช้บนก็ขึ้นอยู่กับเราแต่ขอให้เป็นสิ่งที่ท่านชอบ เช่น น้ำแดง ชุดไทย ดอกไม้ พวงมาลัย ไข่ต้ม ขนมจีน แตรวง  เป็นต้น ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก เตรียมดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ท่าน ก่อนจะพูดบอกให้ตั้งจิตอธิษฐานรวบรวมสมาธิเพ็งกระแสจิตไปที่ท่าน กล่าวในสิ่งที่ตัวเองอยากให้ท่านช่วย บอกเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าถ้าท่านช่วยให้สมหวังแล้วจะเอาอะไรมาถวายท่าน อธิษฐานจบปักธูปที่กระถาง ถือว่าเสร็จพิธี

ที่สำคัญเมื่อเราสมหวังในสิ่งที่บนไว้  เราต้องทำตามสัญญารีบหาเวลาไปแก้บนท่าน บนจะถวายอะไรท่านต้องจำให้ได้ เพราะเคยได้ยินมาว่าบางคนลืมสัญญาไม่ไปแก้บน แทนที่ชีวิตจะดีขึ้นกลับตกต่ำลง นั่นเพราะแรงสาปแช่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราไปบนไว้นั่นเอง

ใครไม่เชื่อก็อย่าได้ลบลู่เพราะของแบบนี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่จะให้ดีถ้าเราอยากได้สิ่งใดก็ควรลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองไม่ใช่มานั่งรอแต่โชคชะตาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเพียงอย่างเดียว

วิธีง่ายๆที่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้มีความแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก

สามารถสัมผัสและมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ฤดูกาลที่เปลี่ยนไปจากเดิน สภาพอากาศที่แปรปรวน อย่างประเทศไทยที่ใครหลายๆคนบอกว่า ไม่มีหน้าฝน ไม่หน้าหนาว มีแต่หน้าร้อน เป็นต้น นี่จึงเปรียบเสมือนสัญญาณจากธรรมชาติว่า ตอนนี้สิ่งแวดล้อมบนโลกบนเราได้เปลี่ยนไปแล้ว

สัตว์บางสายพันธุ์ก็หายไป เพราะไม่สามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมนี้ได้ หรืออีกหนึ่งเหตุผลคือการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์หลายๆสายพันธุ์ ทำให้สัตว์เหล่านั้นไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องหลบหนี หรือถูกฆ่า มนุษย์ต้องการพื้นที่เหล่านั้นมาเพื่อทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองทั้งนั้น

แต่ไม่ได้คำนึกถึงผลที่จะตามมาในอนาคต ยังมีอีกหลายๆปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของการทำให้สิ่งแวดล้อมบนโลกเปลี่ยนแปลง จึงเกิดคำถามว่าแล้วควรทำอย่างไร

แน่นอนว่าพวกเราสามารถช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมมันดีและน่าอยู่ขึ้นได้ ด้วยวิธีง่ายๆที่ใครก็สามารถทำกันได้

1.ใช้กระดาษ 2 ด้าน

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่ากระดาษ 1 แผ่น มี 2 ด้าน การใช้กระดาษให้เกิดประโยชน์มากที่สุดคือการใช้กระดาษทั้ง 2 ด้าน เพราะอย่างที่ทราบกันว่ากระดาษถูกผลิตขึ้นมาจากการตัดต้นไม้ เราควรคำนึกถึงข้อนี้ให้มากๆว่าควรใช่กระดาษให้คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

2.หนังสือพิมพ์ทำประโยชน์อย่าทิ้ง

แทนที่จะเอาหนังสือพิมพ์ไปทิ้ง ควรนำมาทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าการทำให้เป็นขยะ อย่างเช่น เอามาเช็ดกระจก ใช้ปูรองนั่ง หรือจะสร้างผลงานศิลปะ ที่เรียกว่า เปเปอร์มาร์เช่ นอกจากจะไม่ต้องทิ้งแล้ว ยังเอามารังสรรค์เป็นชิ้นงานของประดับได้อีกด้วย

3.ขวดพลาสติก

พลาสติกถูกใช้มากในปัจจุบัน หรือพบเป็นขยะมาเช่นเดียวกัน เป็นขยะที่มีการย่อยสลายนานมาก เพราะฉะนั้นเราควรนำพลาสติกมารีไซเคิล เช่น การนำมาตัดทำเป็นกระถ่างต้นไม้ นำมาประดิษฐ์ตกแต่งให้สวยงามไว้สำหรับใส่ดินสอปากกา

4.ทำปุ๋ยจากขยะสด

ขยะอย่างอาหารสด อาหารที่มีการย่อยสลายได้ง่ายโดยใช้เวลาไม่นาน สามารถนาแปรรูปเป็นปุ๋ยได้ อย่าคิดว่าเศษอาหารพวกนั้นไม่สำคัญ เพราะมันมีประโยชน์มากๆ อย่างเช่น เปลือกส้ม ถ้าหากนำไปผสมกับน้ำตาล จะเป็นเอนไซม์ ที่สามารถนำไปใส่ต้นไม้ จะช่วยทำให้ต้นไม้เจริญงอกงาม

5.แยกขยะ

การแยกขยะก่อนทิ้ง จะทำช่วยทำให้ลดขยะที่ต้องนำไปกำจัดน้อยลง เพราะขยะบางประเภทนั้นจะถูกนำกลับมารีไซเคิล อย่างเช่น กระดาษ พลาสติก ขวดแก้ว ฯลฯ นี่เลยถือเป็นวิธีการง่ายๆแก้การช่วยลดสภาวะโลกร้อน

6.ปลูกต้นไม้เล็กๆ

โลกเราตอนนี้ต้นไม้เหลือน้อยมาก การปลูกต้นไม้ทดแทนจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การปลูกต้นไม้ใหญ่ๆต้องใช้เวลาหลาย10ปีกว่ามันจะเติบโต เราสามารถช่วยสิ่งแวดล้อมง่ายๆได้โดยการปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ เพื่อเพิ่มออกซิเจน และดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง

7.พกขวดน้ำส่วนตัว

การพกขวดน้ำส่วนตัว ควรทำให้เป็นนิสัย เพราะจะช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยการซื้อขวดน้ำที่บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกนั้นเมื่อดื่มเสร็จแล้ว ก็ทิ้งให้เป็นขยะเหมือนเดิม

8.ปฏิเสธถุงพลาสติก

การซื้อขายของจำเป็นต้องใส่ถุงพลาสติกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าหากเลี่ยงได้ ก็ควรเลี่ยง หากเป็นของเล็กๆ จำนวนไม่มาก ไม่จำเป็นต้องใส่ถุง

9.เลี่ยงใช้โฟม

โฟม เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ควรพยายามเลี่ยงเป็นอย่างมาก การนำอาหารร้อนบรรจุในโฟม นอกจากจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะโฟมมีสารที่ทำให้ก่อเกิดมะเร็งอีกด้วย

10.ใช้บรรจุภัณฑ์ช่วยอนุรักษ์โลก

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นในการลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น ขวดใช้บรรจุภัณฑ์ที่ต้องทิ้งและยังสามารถนำกลับมาใช้อีกครั้งได้ อย่างเช่น กล่องข้าว ที่สามารถใช้แทนกล้องโฟมได้ดีเลยทีเดียว

 

Normal Lens พื้นฐานเลนส์ที่ควรรู้

Normal lens หรือ Standard lens

นั้นเป็นเลนส์ที่เป็นพื้นฐานที่สุดของการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้เลนส์ประเภทนี้เป็นเลนส์ระยะแรกบนโลกเพราะเป็นเลนส์ที่มีความใกล้เคียงสายตามากที่สุดเรียกได้ว่าถ้ามองตานึงในช่องเล็งอีกตานึงเปิดมองด้วยก็จะเห็นภาพที่เหมือนกันเดะเลยๆไม่มีความบิดเบือนใดๆ

ซึ่งนั้นก็ทำให้เป็นเลนส์ระยะที่ทำได้ง่ายที่สุดอีกด้วย เป็นระยะที่กำเนิดมาบนโลกก่อนใครๆเลนส์ระยะนี้จึงเป็นระยะเริ่มต้นที่ช่างภาพหรือนักเล่นกล้องมือใหม่ควรจะลองหามาใข้ก่อนระยะอื่นๆเพื่อให้ตัวเองนั้นรู้ว่าเรารู้สึกอยากจะให้กว้างขึ้นไหมหรือว่าอยากจะให้ขยายมากกว่านี้ไหม

เลนส์ระยะนี้จริงๆแล้วก็ครอบคลุมไปหลายระยะอยู่เหมือนกันอย่าง 50mm เป็นระยะกลางสุด แล้วก็บวกลบนิดหน่อย 45 – 60 กว่าก็ยังถือเป็นระยะ normalได้เช่นกันระยะนี้เป็นระยะที่มีขนาดของเลนส์ไม่เล็กไม่ใหญ่ไปก็เลยทำให้พกพาได้สะดวกไม่หนักจนเกินไปแต่นั้นก็ขึ้นอยู่กับค่ารูรับแสงด้วยนะถ้ารูรับแสงกว้างอย่างรุ่นที่ทำรูรับแสงได้ถึง 0.95 นี่ก็ใหญ่และหนักเอาเรื่องเลยอีกอย่างด้วยสูตร

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เลนส์ที่ง่ายที่สุดในทุกๆระยะก็เลยทำให้ราคาของระยะนี้ถือว่าหาได้ถูกที่สุดในเลนส์เกรดเดียวกันกับระยะอื่นๆ

หรือใครจะเรียกเลนส์นี้ว่าเป็นเลนส์อเนกประสงค์ก็ได้เช่นกัน เพราะสามารถนำไปถ่ายวิวก็ดี ถ่ายคนก็ดี แต่จะให้พูดก็ถือว่าไม่สุดเท่าเลนส์เฉพาะทางอื่นๆอะนะ แล้วเลนส์ระยะนี้ก็ถือเป็นเลนส์ระยะที่มีเลนส์ขึ้นชื่อด้านคาแรคเตอร์โด่งดังมากมายในอดีต เพราะฉนั้นเหล่าช่างภาพสายวินเทจที่ชอบหาเลนส์มือหมุนมาเล่นก็จะจับเลนส์ระยะนี้บ่อยหน่อย

เลนส์ฟิกซ์ระยะนี้ถือเป็นระยะที่สร้างภาพได้สุดยอดมากเช่นกัน สามารถละลายหลังได้อย่างสวยงาม แล้วเลนซ์ซูมที่มีช่วงนี้อยู่ก็จะเป็นเลนส์ที่ครอบคุมได้ระยะกว้างและเทเลอย่างละนิดละหน่อยด้วย จึงเป็นเลนส์อเนกประสงค์ของแท้ ตัวเดียวเที่ยวรอบโลกสบายๆ

ส่วนตัวผมแล้วจะพกเลนส์มุมกว้างแล้วก็เทเล อย่างละตัว ส่วนระยะนี้จะเล่นพวกมือหมุนมาเล่นเอาคาร์แรคเตอร์สวยๆ แปลกตาๆ

 

Tune in for love (เมื่อไหร่ที่คลื่นความรักของเราจะปรับจูนตรงกันเสียที)

ภาพยนตร์เกาหลีสุดแสนโรแมนติกถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องรามความรักของทั้งสอง เรื่องราวได้ถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงแนวหน้าของเกาหลีคือคิมโกอึนและจองแฮอิน  ภาพยนต์เรื่องนี้ถือว่าเป็นภาพยนต์ที่หน้าสนใจในปี2019มาก เพราะนอกจากได้นักแสดงที่มากความสามารถอย่างทั้งสองแล้วนี่คือผลงานการเขียนของอีซุกยอง ( April snow) ร่วมกับ ผู้กำกับจองจีอู (Heart Blackened) อีกด้วย

เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงของนักแสดงทั้งสอง คิมโกอึน (มีซู)และ จองแฮอิน (ฮยอนอู)

เป็นเรื่องราวของความรักในยุค 90 ก็ว่าได้ทั้งสองเจอกันครั้งแรกที่ร้านเบเกอร์รี่ของมีซูในปี 1994  ฮยอยอูได้ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านของมีซูชะะตาของพวกเขาทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกับรายการวิทยุ music album ทำให้เรารู้สึกถึงกลิ่นไอความคลาสสิคทั้งภาพ แสงและเพลงที่ประกอบในภาพยนตร์ โดยเราจะได้สัมผัสถึงอารมณ์ของหนุ่มสาวในยุคที่ต้องสื่อสารการพูดคุยผ่านดีเจโดยคลื่นวิทยุ ทำให้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตในยุคสมัยนั้นโดยการนำเรื่องราวความรักการใช้ชีวิตเข้ามาสอดแทรก

ถือเป็นภาพยนตร์ที่มีความลงตัวมาก เรื่องราวถูกดำเนินไปด้วยการผลัดพรากจากกันของทั้งสองในครั้งแรกจนเวลาผ่านไปในปี 1997 ทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีกครั้งด้วยความบังเอิญและต้องพลัดพลาดจากกันอีกครั้งเพราะฮยอนแต้องไปเข้ากรมโดยมีซูได้ให้อีเมลล์กับฮยอนอูแต่ลืมให้รหัสผ่าน มีซูได้เขียนเมลล์หาฮยอนอูทุกวันแต่ไร้การตอบกลับมาของฮยอนอูจนเวลาผ่านไปฮยอนอูจำรหัสผ่านได้และได้ตอบกลับมาหามีซู

 

จึงทำให้หัวใจของมีซูกลับมาเต้นแรงอีกครั้งแต่แล้วทั้งสองก็มีเรื่องราวให้พลัดพรากกันอีกครั้งจนในปี2005

โชคชะตาก็นำพาเค้ากลับมาพบกันอีกครั้ง แต่ก็คงยังมีเรื่องราวที่ทำให้บีบหัวใจอย่างมาก จนในตอนสุดท้ายฮยอนอูได้ไปถ่ายรายการวิทยุและได้ฝากดีเจสื่อข้อความถึงมีซูและพวกเขาทั้งสองก็กลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อดูภาพยนต์จบแล้วเราจะรู้สึกถึงการถูกปลอบประโลมในหัวใจ ทำให้รู้ว่ายุคที่ไม่มีโทรศัพท์นั้นความรักเป็นเรื่องที่ยากเพียงใดเราต้องอาศัยโชคชะตาและความบังเอิญเพื่อกลับมาเจอกันอีกครั้ง 

 

holiday palace กับโปรโมชั่นใหม่ๆ

การเล่นการพนันนั้นจะมีอันตรายจริงหรือไม่ หลายคนสงสัย ดังนั้น วันนี้เว็บ holiday palace ของเราจะมาแนะนำคร่าวๆให้ฟังกัน

เมื่อคนเราอยู่กับสิ่งไหนเป็นประจำก็ต้องมีการคิดทบทวนเรื่องนั้นอยู่บ้างเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเรื่องของการทำมาหากิน การทำยังไงให้ชีวิตอยู่รอดและมีความสุขไปในทุกวัน ยิ่งคนที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการพนันเป็นประจำหรือยุ่งอยู่บ่อยๆ

คนที่เข้าคาสิโนบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคาสิโนสดหรือคาสิโนออนไลน์ก็ตาม พวกเขามักจะทำตามใจตัวเองเสมอจนบางครั้งก็ลืมคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างจนกลายเป็นสิ่งที่หละหลวมไป คุณเคยเห็นไหมคนที่เข้าคาสิโนทุกวันและพยายามที่จะหาวิธีการเอาชนะให้ได้อย่างถึงที่สุด

แต่แล้วความพยายามทั้งหลายก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีนักเพราะมีปัญหาอุปสรรค์ต่างๆ มากมาย ลองกลับมาคิดทบทวนดูไหมว่าเพราะอะไรกันแน่ถึงไม่เคยไปถึงจุดหมายสักที ความจริงบางอย่างที่คนที่เข้าคาสิโนอาจจะมองข้ามนั้นก็คือเรื่องของอันตรายและความเสี่ยง เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปก็มักจะหวังผลตอบแทนออกมาเป็นเงินกันทั้งนั้น

ต้องบอกก่อนเลยว่าการพนันมีทั้งด้านดีและด้านลบ ถามว่าดีไหมมันก็ดี ถามว่าอันตรายต่อชีวิตไหมมันก็มี เช่น ถาเล่นจนติดลบแล้วไม่หยุดแต่กลับไปขอหยิบยืมคนอื่นต่อก็อาจจะทำให้มีผลกระทบต่อชีวิตในภายหลัง ทั้งครอบครัว งาน เพื่อนฝูง สุขภาพ บางคนเป็นหนี้การพนันจนต้องขายทรัพย์สมบัติ

บางคนก็โดนตามทวงหนี้แบบโหดถ้าไม่มีให้ก็โดนซ้อมบาดเจ็บ บางคนตายก็มี บางคนที่เป็นผู้หญิงก็โดนบังคับให้ขายตัว นั้นเป็นเรื่องของอันตรายที่มาจากการพนันเพียงบางสวน เพราะยังมีอย่างอื่นที่หนักกว่านั้น แต่จงอย่าลืมว่าอันตรายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการกระทำของตัวคุณเองทั้งนั้น ถ้าเล่นแบบรู้ขอบเขตก็จะไม่ประสบปัญหาและอันตรายต่างๆ

สรุปก็คือการพนันมีอันตรายแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นกับทุกคน เพราะอันตรายนั้นเกิดจากคนเล่นเป็นตัวกระทำและสร้างมันขึ้นมาเอง แล้วก็มีการพนันที่ไม่ได้สร้างอันตรายก็มีให้เห็นเยอะแยะที่คนรวยจากการเล่นการพนัน