ศิลปะกับการตกแต่งร้านกาแฟ

ร้านกาแฟในปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่ที่จำเป็นสำหรับคนในยุคนี้อย่างมาก เพราะไม่ว่จะเป็นการทำงาน การออกไปพักผ่อน ร้านกาแฟก็ยังคงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันดับต้นๆที่ คนส่วนใหญ่นั้นมักจะนึกถึง เพราะนอกจากจะมีกาแฟ ขนม นมเนยให้เราเลือกรับประทานแล้ว สถานที่ที่เป็นร้านกาแฟในบ้างร้านนั้นก็ได้มีการนำสิ่งที่ดป็นศิลปะเข้ามาใช้ในการตกแต่งเพื่อให้เกิดความสวยงาม

และสร้างกาตกแต่งที่แปลกใหม่เพื่อเป็นจุดขายของร้านหรือสิ่งที่เป็นจุดที่จะทำให้เกิดความสนใจจากผู้ที่มาใช้บริการได้ และในการนำศิลปะมาใช้ในการตกแต่งนั้นก็มีทั้งการตกแต่งภายใน ภายนอก 

รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งต่างๆอีกมากมายภายในร้านด้วย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างมาก เพราะอย่างน้อยการใช้ศิลปะเข้ามาผสมผสานกับร้านกาแฟนั้นถือว่าเป็นการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะของผู้สร้างสรรค์แถมยังเป็นการสร้างบรรยากาศและปลูกฝังให้ผู้ที่มาพบเห็นนั้นได้รู้สึกซึมซับถึงศิลปะต่างๆด้วย ซึ่งศิลปะที่จะสามารถนำมาสร้างารรค์ได้นั้นไม่ได้มีเพียงศิลปะอย่างเดียวเท่านั้นแต่มีศิลปะที่หลากหมาลที่ผู้สร้างสรรค์สามารถที่จะนำมาผสมผสานให้เข้ากับตัวร้านกาแฟและศิลปะเกล่านี่นจะต้องบ่งบอกความเป็นตัวคนของผู้สร้างและเสน่ห์ที่น่าค้นหาของร้านกาแฟด้วย จึงจะเป็นสิ่งที่ทำให้การสร้างสรรค์ศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เกิดความสูญเปล่าในการสร้างสรรค์นั่นเอง

การตกแต่งภายใน การนำศิลปะมาตกแต่งภายในนั้นสามารถทำได้หลากหลายมากมาย และศิลปะที่นำมาผสมผสานนั้นจะสร้างสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของร้านกาแฟได้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะในการวาด การวาดถือเป็นศิลปะสำคัญและง่ายมากที่จะนำมาสร้างสรรค์และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การตกแต่งร้านดูมีสิ่งที่น่าค้นหามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการนำศิลปะเข้ามาตกแต่งภายในโดยการวาดรูปสิ่งที่เป็นตัวต้นของร้าน เช่นการวาดรูปและตกแต่งเป็นรูปเมล็ดกาแฟต่างๆ งานปั้นก็เป็นงานที่ได้รับความนิยมมาตกแต่งร้านกาแฟเช่นกัน รูปปั้นต่างๆก็ถือว่าสร้างความสวยงามให้ตัวร้านไม่น้อยเลยทีเดียว

การตกแต่งภายนอก การตกแต่งภายนอกถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญการนำศิลปะเข้ามาใช้ผสมผสานในการตกแต่งภายนอกร้านนั้นจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับร้านได้และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะร้านจะโดเด่นหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการตกแต่งภายนอกด้วนนั่นเอง ดังนั้นแฃ้วโดยส่วนใหญ๋ที่ร้านกาแฟดังๆมีการตกแต่งภายนอกด้วยการเพ้นท์หรือการพ่นสีด้วยสเปร์กถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความสวยงามและความน่าจดจำให้แก่ผู้พบเห็นด้วย

เฟอร์นิเจอร์ เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะหัวใจหลักของร้านก็ควจะหนีไม่พ้นเฟอร์นอเจอร์ ถ้าหากเฟอร์นิเจอร์มีการตกแต่งด้วยการนำศิลปะต่างๆมาผสมผสาน ยกตัวอย่างเช่น งานปั้น งานสี งานไม้ และงานแกะสลักก็ถือว่าเป็นการนำศิลปะมาสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความสวยงามและความน่าจดจำและเอกลักษณให้ร้านของเราด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งท่ำเป็นที่จะต้องมีการนำมาผสมผสานกับสิ่งต่างๆในการที่จะตกแต่งร้านกาแฟใฟ้น่าสนใจด้วย

 

 

สนับสนุนโดย   www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ อาถรรพ์แมวดำ

          หลายคนชอบเลี้ยงแมวเจ้าแมวนั้นเป็นสัตว์ขี้อ้อนและหน้าตาน่ารักแต่ก็มีแมวบางสายพันธุ์ซึ่งมันจะมีสีดำทั้งตัวขนของมันจะสั้นทำให้บางคนที่เห็นแมวดำแล้วมีความรู้สึกว่าแมวดำนี้เป็นสัตว์ที่มีความลึกลับน่ากลัว ในสมัยโบราณนั้นมนุษย์เรามีความเชื่อและความผูกพันเกี่ยวกับแมวดำมาเนิ่นนาน สำหรับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยโบราณหรืออาจจะลากมาจนถึงปัจจุบันนี้คนไทยนั้นมักมีความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำว่าเป็นตัวแทนของ ความศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ

มีความเชื่อกันอยู่ว่าหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวจะมีความบาปมาก โดยมีความเชื่อกันว่าหากใครก็ตามฆ่าแมว 1 ตัวเปรียบได้กับคนคนนั้นฆ่าสามเณร 1 รูปเลยทีเดียวอีกครั้งแมวดำนั้นชาวบ้านคนไทยยังมีความเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของสิ่งเร้นลับ และยังเป็นตัวแทนของรางร้ายซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นเชื่อกันว่าหากมีแมวดำกระโดดข้ามโลงศพ วิญญาณของคนตายที่ถูกแมวดำกระโดดข้ามโลงศพนั้นก็จะกลายมาเป็นวิญญาณที่มีความดุร้ายและเฮี้ยนจะคอยออกมาหลอกหลอนผู้คนและทำร้ายผู้คน เกี่ยวกับเรื่องราวของแมวนั้นมีการว่ากันว่าแต่ก่อนนั้นแมวเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าต่อมาก็ย้ายมาอยู่อาศัยกับมนุษย์

จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน อย่างเช่นประเทศอียิปต์นั้นในสมัยโบราณผู้คนต่างพากันนับถือแมวดำเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าแมวดำของประเทศอียิปต์นั้นประชาชนเชื่อกันว่ามันคือตัวแทนของเทวีบาสเต็ด ดังนั้นผู้คนจึงเคารพบูชาแมวดำเป็นอย่างมาก  สำหรับรูปร่างของเทวีบาสเต็ดนั้น จะมีรูปร่างเหมือนคนแต่มีหัวเหมือนคล้ายกับสิงห์

ซึ่งเทวีองค์นี้จะเป็นตัวแทนปกป้องเกี่ยวกับเรื่องของภยันตรายต่างๆ และแมวถือได้ว่าเป็นบริวารของเทวีองค์นี้ดังนั้นหากใครก็ตามที่มีการดูแลแมวเป็นอย่างดีก็จะได้รับการปกป้องจากเทวีองค์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน และหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวก็จะถูกเทวีองค์นี้ลงโทษอย่างหนักเช่นเดียวกัน ทางด้านฝั่งยุโรปนั้นมีความเชื่อกันเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นคือที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้ายอย่างเช่นแม่มด ซึ่งเป็นตัวแทนของมนต์ดำและซาตาน ในสมัยยุคกลางคนในประเทศยุโรปแต่มีการเชื่อกันว่าหากผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มีการเลี้ยงแมวดำเอาไว้และประพฤติตัวหรือทำตัวลึกลับซับซ้อนแสดงว่าคนคนนั้นคือแม่มด

พวกเขาจะถูกชาวบ้านล่าตัวและจับไปลงโทษอย่างทรมาน  ในขณะเดียวกันสำหรับทางด้านประเทศอินเดียโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นเป็นสัตว์เป็นพาหนะของพระษัษฐี  ซึ่งเธอคือเทวีแห่งความตายของทารกหรือที่เราเรียกกันว่าแม่ซื้อประจำตัวเด็กนั่นเอง ซึ่งคนอินเดียโบราณมีความเชื่อกันว่าหากแมวดำไปอยู่ใกล้บริเวณบ้านหลังไหนแสดงว่าวิญญาณของ พระษัษฐี กำลังมาที่บ้านหลังดังกล่าวและอีกไม่นานคนในบ้านหลังนั้นก็จะต้องมีคนเสียชีวิตอย่างแน่นอน

ดังนั้นชาวอินเดียเมื่อจะมีการประกอบพิธีงานศพจึงมักจะต้องมีการขับไล่แมวดำที่มาป้วนเปี้ยนแถวบริเวณงานศพออกไปเพื่อป้องกันการเกิดอาถรรพ์นั่นเองสำหรับอาถรรพ์แมวดำยังมีอีกมากมายหลายประเทศที่มีความเชื่อแตกต่างกันแต่ส่วนใหญ่แล้วแมวดำนั้นก็คือความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความโชคไม่ดีและความโชคร้ายนั่นเอง 

   

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ตำนานความรักของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดและหญิงหม้าย วอลลิส ซิมป์สัน

         สำหรับเรื่องราวความรักที่กำลังจะเล่าดังต่อไปนี้เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงในราชวงศ์อังกฤษซึ่งในขณะนั้นใครหลายๆคนต่างก็พากันแปลกใจมากที่เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดยอมสละความสุขส่วนตัวสละพระราชบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ที่ตนเองกำลังมีอยู่มาแต่งงานกับหญิงหม้ายซึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกันสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเป็นเรื่องราวความรักที่ถือว่าโรแมนติกมาก

สำหรับคนรุ่นหลังที่จะมีเจ้าชายสักคนนึงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนเองรัก ซึ่งคงหาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบันนี้  สำหรับเรื่องราวความรักของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่พระองค์นั้นเพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ได้ยังไม่ถึง 1 ปีเต็มเลยแต่ในขณะที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในขณะนั้นพระองค์ได้ไปพบกับหญิงสาวคนหนึ่งเธอมีชื่อว่า  วอลลิส ซิมป์สันเธอเป็นหญิงสาวที่น่ารักอ่อนหวานเรียบร้อยในสายตาของพระองค์พระองค์ต้องงานแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สัน ซึ่งเป็นคนที่พระองค์รักแต่เนื่องจาก วอลลิส ซิมป์สัน ไม่ใช่คนอังกฤษเธอไม่ได้มีสัญชาติอังกฤษ

จึงทำให้หากแต่งงานกับเจ้าฟ้าชาย AdWords แล้วเธอก็ยังไม่สามารถที่จะขึ้นมาเป็นพระราชินีเคียงคู่กับเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดได้อยู่ดีและยิ่งเธอมีประวัติว่าเธอเคยแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้งและเลิกรากับสามีไปขึ้นสถานะปัจจุบันของเธอกลายเป็นผู้หญิงหม้ายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วทำให้ข้าราชบริพารส่วนใหญ่ต่างก็ไม่พอใจและไม่ยอมรับในตัววอลลิส ซิมป์สันในที่สุดเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งขณะนั้นกำลังดำรงตำแหน่งในการขึ้นครองราชวงศ์อังกฤษอยู่ได้มีการออกมาประกาศสละราชบัลลังก์ของพระองค์โดยพระองค์ต้องการที่จะไปแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สัน

และใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายซึ่งในครั้งนั้นข้าราชบริพารทุกคนต่างก็พากันพูดยับยั้งไม่ให้พระองค์สละราชสมบัติแต่อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็สามารถที่จะสละราชสมบัติได้ดั่งที่ตั้งใจหลังจากที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระมหากษัตริย์ดูแลราชวงศ์อังกฤษแล้วพระองค์จึงได้ไปสู่ขอวอลลิส ซิมป์สัน เพื่อแต่งงานโดยทั้งคู่นั้นจัดพิธีแต่งงานกันอย่างเรียบง่ายงานแต่งงานของทั้งคู่นั้นไม่ได้ใหญ่โตหรูหราแต่อย่างไร

แต่ทั้งคู่ก็มีความสุขกันมากหลังจากทั้งคู่แต่งงานกันแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสและใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุขซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้นเสียชีวิตเมื่อประมาณวันที่ 28 เดือนพฤษภาคมปี  คศ 1972 ในขณะที่ภรรยาของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้นก็คือนางวอลลิส ซิมป์สัน ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 24 เมษายนปีค.ศ 1986 นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  holiday palace สมัคร

ตำนานความรักของผาแดง-นางไอ่

       สำหรับตำนานความรักของผาแดงนางไอ่นั้นเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างเพราะนอกจากจะมีการเล่าขานจากปู่ย่าตายายให้ฟังแล้วเรื่องนี้ยังเคยมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ชมกันได้อีกด้วยซึ่งเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นตำนานที่เป็นบ่อเกิดของจังหวัดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยโดยตำนานความรักของนางไอ่กับท้าวผาแดงนั้นเกิดขึ้น

  เป็นเรื่องราวของความรักของพระธิดาของพระยาขอมเดิมมีชื่อว่า ไอ่คำ  จะเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามมากและเป็นที่สนใจของบรรดาเจ้าชายจากเมืองต่างๆมากมายดังนั้นพญาขอมจึงได้มีการตั้งกฎกติกาขึ้นมาเพื่อที่จะคัดเลือกคนที่จะมาเป็นลูกเขยโดยมีการกำหนดว่าจะต้องมีการแข่งขันการจุดบั้งไฟกันซึ่งในตอนนั้นเองท้าวพังคีซึ่งเป็นพญานาคได้ขึ้นมาท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์และได้ยินคำร่ำลือถึงความงดงามของพระธิดาไอ่คำท้าวพังคีจึงอยากรู้ว่าพระธิดาไอ่คำจะสวยงดงามสมคำร่ำลือ

หรือไม่จึงได้มีการจำแลงกายเป็นกระรอกเผือกหวังที่จะมาแอบดูพระธิดาไอ่คำและเมื่อท้าวพังคีได้เห็นหน้าพระธิดาไอ่คำก็ตกหลุมรักในทันทีถึงไม่ยอมกลับไปยังเมืองบาดาลแต่ยังคงอยู่ที่โลกมนุษย์และยังคงแปลงกายเป็นกระรอกเผือกเพื่อหวังที่จะอยู่ใกล้กับพระธิดาไอ่คำหญิงสาวที่ตนเองนั้นตกหลุมรักซึ่งได้มีชาวบ้านมาพบเห็นกระรอกเผือกจึงได้มีการนำธนูมายิงกระรอกเผือกจนเสียชีวิต

เนื่องจากตัวกระรอกเผือกนั้นมีลักษณะที่ตัวใหญ่มากทำให้ชาวบ้านนั้นนำกระรอกเผือกมาปรุงอาหารและแบ่งกันกินซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างก็พากันกินกระรอกเผือกตัวดังกล่าวและระหว่างที่กระรอกเผือกกำลังถูกชาวบ้านกินอยู่นั้นพ่อของท้าวพังคีซึ่งเป็นพญานาคก็ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้ท้าวพังคีนั้นโกรธมากจึงได้มายังโลกมนุษย์

และแปลงกายเป็นพญานาคพ่นน้ำใส่เมืองมนุษย์ตรงบริเวณที่มีชาวบ้านที่กินกระรอกเผือกทำให้บ้านเมืองตรงบริเวณนั้นน้ำท่วมเมืองทำให้เมืองทั้งเมืองนั้นอยู่ใต้น้ำกลายเป็นเมืองใต้บาดาลทันทีจนในที่สุดบริเวณดังกล่าวก็เรียกว่าเมืองหนองหาน สำหรับปัจจุบันนั้นเมืองหนองหานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาเที่ยวกันแต่ว่าเมืองหนองหานนั้นจะมีอยู่ 2 จังหวัด

ซึ่งจะมีอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีและอีกที่หนึ่งนั้นก็อยู่ที่จังหวัดสกลนครแต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการบอกมาจากตำนานว่าหนองหารที่มีการถูกถล่มเมืองนั้นเป็นจังหวัดอะไรกันแน่ซึ่งปัจจุบันเรื่องเล่าของผาแดงนางไอยังคงมีเล่าขานกันสืบมาและผู้คนต่างก็พากันไปเยี่ยมหนองหารโดยส่วนใหญ่แล้วจะไปที่จังหวัดอุดรธานีเพราะที่นั่นจะมีการปลูกบัวเป็นสระหนองหารซึ่งบัวที่ปลูกนั้นจะเป็นบัวแดงทำให้ที่สนองหานั้นชาวบ้านต่างก็เรียกกันว่าทุ่งบัวแดงซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดีมากในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาดูความสวยงามของดอกบัวแดงนี้กันมาก

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

การสร้างสรรค์ศิลปะในยุคปัจจุบัน

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งทำให้การสร้างสรรค์ศิลปะนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยด้วยและศิลปะในยุคปัจจุบันก็ถือว่าค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะจากอดีตนั้นการสร้างสรรค์งานศิลปะจะต้องใช้ความคิดและสองมือสร้างสรรค์ออกมาให้ดีที่สุดได้ด้วยตัวเองเท่านั้น

แต่ในยุคปัจจุบันยุคที่เทคโนโลยีมีการเจริญเติบโตทำให้ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถนำมาผสมผสานกับเทคโนลียีเพื่อให้เกิดศิลปะใหม่ขึ้นทำให้งานศิลปะนั้นมีความน่าสนใจและเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในการเรียนรู้มากขึ้นด้วย เพราะด้วยเทคโนโลยีนั้นทำให้เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะประเภทไหนก็ได้และสถานที่ใดก็ได้ด้วย 

เทคโนโลยีถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างตอบโจทย์ศิลปินที่หลงไหลในศิลปะแต่ไม่ชอบที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่นั่นเอง โดยในอดีตนั้นสิ่งต่างๆรอบตัวยังถือว่าไม่สามารถเป็นสิ่งเร้าให้เรานั้นสามารถออกเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกแบบในทุกวันนี้ทำให้ศิลปินส่วนใหญ่ในอดีตนั้นมักมีการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยการหยุดนิ่งอยู่กับที่อยู่กับตัวเอง

จึงทำให้ศิลปะในยุคก่อนนั้นแต่เน้นเป็นศิลปะที่เน้นจินตนาการเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันเนื่องจากสิ่งเร้ารอบตัวเรานั้นมีมากมายทำให้เรานั้นอายกที่จะออกเดินทางปไหนมาไหนและทำให้เรานั้นอายกที่จะสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะขณะเดินทางได้ด้วย เทคโนโลยีจึงมีบทบาทสำคัญในจุดนี้อย่างมาก เพราเทคโนโลยีได้มีการนำแอปพริเคชั่นที่ใช้สำหรับการวาดรูปประเภทต่างๆโดยเฉพาะ

ซึ่งสามารถใช้งานผ่านมือถือ ไอแพดหรือน๊ตบุ๊คได้เลยนั่นเองและผลลัพธ์ที่ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานจากแอพิเคชั่นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ออกมาค่อนข้างเสมือนจริงมากเลยทีเดียวถึงแม้เรื่องฟีลลิ่งและขั้นตอนในการใช้หรือทำนั้นอาจจะไม่ได้เหมือนการทำด้วยของจริงแบบ100%แต่ก็สามารถที่จะทดแทนกันได้นั่นเองและยังทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้เลยทันที ทุกที่ทุกแห่งเลยทีเดียว

เทคโนโลยีทำให้เรานั้นสามารถเรียนรู้ศิลปะเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา ศิลปะเป็นสิ่งที่ต้องหาความรู้และศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอเช่นกัน ถึงแม้ว่าเรานั้นจะเป็นศิลปินระดับโลกแล้วก็ตามเราก็จะต้องมีการอัพเดตสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกัยศิลปะอยู่เสมอ เพ่อที่จะทำมห้เรานั้นก้าวทันโลกและรู้ถึงความเป็นไปของศิลปะในยุคนั้นๆนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้จากเทคโนโลยีนั่นเอง โดเราสามารถที่ตะเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกันด้วย

สามารถสร้างรายได้เสริมได้ ไม่ว่ารายได้หลักเรานั้นจะเป็นอะไรหรือเป็นศิลปินที่มีการโชว์งานสร้างสรรค์ทางศิลปะใน

แกลอรี่อยู่แล้ว แต่เมื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นทำให้เรานั้นามารถที่จะหารายได้เสริมผ่านการใช้เทคโนโลยีที่มีในปัจจุบันนี่เองด้วยโดยส่วนใหญ่เราสามารถที่จะหารายได้จากการขายภาพต่างๆที่เรานั้นมีการสร้างสรรค์โดยผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั่นเองซึ่งถือว่าสามารถสร้างรายได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

นิทานเกี่ยวกับเจ้าหญิงนิทรา

มีอยู่ว่า…… มีองค์ราชาและองค์ราชินีแต่งงานด้วยกันและทั้งสององค์หญิงที่เป็นลูกของทั้งสองซึ่งเธอมีหน้าตาที่สระสวยงดงามมากและหลังจากนั้นองค์ราชาและองค์ราชินีเจอนางฟ้าแม่ทูนหัว 3 คนมาให้พรกับเจ้าหญิงซึ่งตอนนั้นแค่นางฟ้าแม่ทูนหัวสองคนเท่านั้นที่เพิ่งอวยพรเจ็บเพราะนางฟ้าแม่ทูนหัวคนสารกำลังจะอวยพรหลังจากนั้นนางฟ้าคนที่ 4 ไม่ได้ถูกรับเชิญ

ถ้าเป็นนางฟ้าแห่งความมืดตอนนั้นเธอโมโหมากที่เธอไม่ถูกเชิญไปให้พรดังนั้นเธอจึง ให้พรกับองค์หญิงว่า เมื่อเจ้าอายุครบ 16 ปี เจ้าจะถูกเข็มปั่นด้ายแทงที่นิ้วของเจ้าและหลังจากนั้นเจ้าก็จะตายซึ่งตอนนั้นทุกคนที่มาร่วมงานตกใจกับคำพูดของเธอเป็นอย่างมากแต่ตอนนั้นนางฟ้าแห่งความมืดก็ได้หายตัวไปพร้อมกับกลุ่มควันสีเขียวไปแล้วองค์ราชาเสียใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสีเลือดหลังจากนั้นจึงขอให้นางฟ้าวันที่ 3 ใช้พรที่เธอจะให้ถอนคำสาปของนางฟ้าแห่งความมืดได้หรือไม่

ซึ่งองค์ที่ 3 ได้ตอบว่า นางมีพลังมากกว่าข้าไม่สามารถที่จะถอนคำสาปได้สิ่งที่ข้าทำได้คือทำให้คำสาปเบาบางลงซึ่งองค์ราชาก็ยินยอมและหลังจากนั้นเธอก็ได้ร่ายเวทย์มนต์และพูดว่าองค์หญิงน้อยของข้าขอให้คำสาปที่ถูกไล่ไปเมื่อกี้จากที่ท่านจะต้องตายเพียงแค่ต้องหลับไหลไป 100 ปีหลังจากนั้นองค์ราชาและองค์ราชินีก็ร้องไห้อีกแล้วบอกว่าพวกเราต้องการที่จะดูลูกสาวของพวกเราแต่งงานไม่งั้นเราคงตายไปก่อนพอดีถ้าต้องรอถึง 100 ปีกว่านางจะตื่น หลังจากนั้นนางฟ้าจึงเสกไว้อีกว่า

เมื่อเจ้าถูกเข็มปั่นด้ายแทงทุกคนในวังก็จะหลับไหลไปพร้อมกับเจ้าและเมื่อเจ้าตื่นทุกคนในวังก็จะตื่นเช่นเดียวกันเรื่องนี้ทำให้องค์ราชาและองค์ราชินีพอเบาใจลงได้บ้างและหลังจากนั้นตอนที่หญิงอายุ 16 แล้วก็ถูกเข็มปั่นด้ายแทงแล้วทุกคนก็หลับไปหลังจากนั้นเมื่อผ่านไป 100 ปีได้มีองค์ชายคนหนึ่งเดินทางผ่านมาที่นี่และฝ่าอุปสรรคไปหาองค์หญิงและจากนั้นก็องค์หญิงจากนั้นนั่นก็ทำให้องค์หญิงกลับมาฟื้นและมีชีวิตอีกครั้งทุกคนในวันตื่นองค์หญิงตกหลุมรักเจ้าชายเจ้าชายตกหลุมรักเธอเช่นกันทั้งสองคนแต่งงานกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

รักแท้มีอยู่จริงแน่นอนแค่เราต้องรอเท่านั้นเอง เดี๋ยวมันก็จะเข้ามาหาตัวเราเองค่ะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล

สิ่งที่คนโบราณ เชื่อ

ความเชื่อของคนโบราณนั้นมีมาตั้งนมนานแล้วซึ้งส่วนใหญ่แต่ละคนจะมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกันและ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อของคนโบราณเรา มาดูกันดีกว่าว่าจะมีความเชื่ออะไรบ้าง

  1. วันเผาศพห้ามซักผ้า  คนโบราณเชื่อกันว่าถ้ามีใครเผาศพเราห้ามสักผ้าโดยเด็ดขาดถึงแม้กลิ่นจะเหม็นมากแค่ไหนและถึงแม้จะมีเสื้อผ้ามากมายให้ซักยังไงก็ต้องเลื่อนการซักผ้าไปก่อน เพราะเชื่อกันว่าวิญญาณของคนที่เผาศพนั้นจะมาเอาเราไปอยู่ด้วย แต่ถ้าถามถึงเหตุผลก็อาจจะเพราะว่าต้องการให้เราไปช่วยงานศพเพราะปกติแล้วทุกคนในสมัยโบราณจะช่วยกันไม่ว่าจะเรื่องอะไร ชาวบ้านและคนโบราณจึงได้บอกกับทุกคนแบบนี้เพื่อที่เราจะได้เอาเวลาไปช่วยงานบ้างเท่านั้นเอง
  2. เวลาฝนตกห้ามอยู่ตรงที่ที่มีต้นไม้ คนโบราณเชื่อกันว่าถ้าฝนตกห้ามไปอยู่ใต้ต้นไม่เพราะฟ้าจะผ่าเอาได้จึงได้บอกเรื่องนี้กับทุกคนเพื่อให้ระวังตัวกันไว้ซึ้งเรื่องเวลาฝนตกห้ามอยู่ตรงที่ที่มีต้นไม้นั้นสมัยนี้ก็ยังมีบางคนที่เชื่อเพราะนักวิทยาศาสตร์ได้บอกว่าเวลาที่คนเราอยู่ใต้ต้นไม้นั้นมีโอกาศที่จะโดนฟ้าผ่ามากกว่าอยู่กลางแจ้งไม่มีอะไรบัง ซึ้งเรื่อนี้ไม่ใช้แค่ความเชื่อแต่เป็นเรื่องจริง
  3. เวลากินข้าวห้ามร้องคนโบราณเชื่อกันว่าถ้าใครที่ร้องเพลงตอนกินข้าวก็จะทำให้มีสามีที่แก่กว่าหรือภรรยาที่แก่กว่าตนเองเยอะซึ้งเมื่อเด็กเด็กคิดว่าเรื่องนี้เป็นจริงก็ไม่มีเด็กร้องเพลงตอนกินข้าวเลยแต่จริงจริงแล้วก็เป็นเพียงการหลอกให้เรากลัวไม่กล้าทำเพราะถ้าร้องก็มีโอกาศที่จะกินอาหารและติดขอได้นั้นเองค่ะ
  4. ห้ามเดินข้ามหนังสือ คนโบราณเชื่อกันว่าถ้าใครเดินข้ามหนังสือก็จะโง่และไม่มีวันที่จะฉลาดอีกเลยเพราะหนังสือคือสิ่งที่ทำให้เราฉลาดแต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงก็เพราะต้องการให้ทุกคนเก็บหนังสือให้เข้าที่เข้าทางไม่ใช้วางไปทั่วและนอกากนั้นยังทำเพื่อให้เด็กเด็กได้รู้ถึงคุณค่าของหนังสือว่าหนังสือสำคัญแค่ไหนต่อคนเราทุกคนบนโลกการที่เรามีหนังสืออ่านนั้นถือว่าโชคดีมากแล้วดังนั้นก็ควรที่จะเห็นคุณค่าของหนังสือดังนั้นเราจึงควรจะเก็บรักศาไว้ให้ดีไม่ให้ขาดหรือพังเพื่อที่หนังสือนั้นจะได้อยู่กับเราไปนาน

ทุกคนล้วนแต่มีความเชื่อส่วนบุคล ลองนำไปใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

Group Picture หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

มาต่อกันด้วยการถ่ายภาพคนหมู่มาก หลังจากที่เราได้พูดถึงการถ่ายภาพครอบครัวไปแล้ว ที่จะขอกำหนดไว้ที่ไม่เกินห้าคน แต่แบบคนหมู่มากนี้ ก็คือห้าคนขึ้นไปจนถึงเป็นสิบ ยี่สิบ คนได้เลย การถ่ายแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นบ่อยๆนะสำหรับคนที่ไปออกทริปกับเพื่อนๆกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งการถ่ายภาพคนหมู่มากนั้นเป็นแนวการเก็บบรรยากาศกับความทรงจำซะมากกว่า ไม่ใช่แนวการถ่ายภาพเพื่อให้ภาพนั้นต้องสวยงามเปะเวอร์อะไร

เพราะว่าต้องบอกเลย ว่า ได้อย่างต้องเสียอย่าง การถ่ายภาพคนที่เยอะมากๆนั้น เราจะเสียคาแรคเตอร์บางอย่างไป นั้นคือระยะชัดลึกชัดตื้นนั้นเอง ที่ทำให้เกิดการเบลอหลัง เราแทบจะไม่สามารถใช้เอกลักษณ์ภาพตรงนี้ได้เลย เพราะจำนวนคนที่เยอะมาก อาจจะต้องยืนกันหลายระนาบ แล้วก็มีหลายระนาบนั้น ทำให้จำเป็นต้องปรับค่ารูรับแสงให้แคบลง อย่างได้ฝืนถ่ายเป็นอันขาด ผมเคยนะ ผมติดให้ค่ารูรับแสง 1.4 มากๆ พอมีการถ่ายคนหลายๆ แบบว่ามีทั้งอยู่หน้าแล้วก็อยู่ข้างหลังโน้นเลย ทำให้คนส่วนมานั้นไม่ชัดเลย แล้วก็จะโดนเพื่อนๆด่าเข้าให้

ผมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุดอยู่ครับ แต่ขอเอาไว้พูดทีหลังสุด มาพูดถึงหลักการที่ควรจะเป็นกันก่อน การถ่ายภาพคนหมู่มากต่อให้เยอะแค่ไหน แต่ถ้าเราสามารถจัดทุกคนอยู่เป็นระนาบเดียวกันเหมือนกับงานแต่งงานที่ถ่ายกับบ่าวสาวหน้างานได้นะ ก็ไม่ยากครับ สามารถใช้ค่ารูรับแสงกว้างๆได้เลย แล้วก็โฟกัสคนที่อยู่ตรงกลางของระนาบ แค่นี้ก็ไม่ค่อยหลุดโฟกัสกันแล้วล่ะ แถมยังได้ภาพที่สวยงามอย่างใจต้องการด้วย

แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าเกิดคนทุกคนนั้นอยู่คนละระนาบกันก็ต้องมีการพยายามเข้ามาใกล้กันหน่อย แต่บอกเลยว่าอาจจะทำได้ยาก ดังนั้นแล้วทำการหรี่ค่ารูรับแสงเพื่อเพื่อระยะชัดลึกชัดตื้นจะเป็นการง่ายกว่ามาก แล้วก็จะได้ภาพที่ชัดทุกคน แรกกับคาแรคเตอร์ของเลนส์ที่จะเสียความงดงามจากการเบลอไป

แต่ในกรณีที่ผมคิดว่าทุกคนต้องเจอมากที่สุดคือ ในโต๊ะอาหารที่กำลังสังสรรค์กันอยู่กับเพื่อนๆ ที่โต๊ะอาหารมันทำให้เกิดระนาบแบบว่าจัดการไม่ได้เลยล่ะ ก็ต้องบอกเวลาว่าค่ารูรับแสงปรับจนแคบเลยล่ะ ซึ่งนั้นทำให้เกิดผลเสียเรื่องของถ้าถ่ายที่มีแสงน้อย กล้องจะดัน ISO ขึ้นมาช่วยแสงทำไห้มันมี Noise ขึ้นเยอะภาพแย่อีก วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผมคือ เอามือถือขึ้นมาถ่ายเลยครับ จบ ชัดทุกคน จัดการแสงได้ดี Noise ก็น้อยด้วย ฮ่าๆๆๆ

 

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace

เทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

Art Focus Area หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

ตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มรุ่นใหม่ๆที่มีการใช้ระบบอีเลคโทรนิคเข้าช่วยนั้น จนมาถึงปัจจุบันที่มีการใช้กล้องดิจิตอลกันหมดแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เป็นฟังค์ชั่นอยู่คู่กล้องมานานแสนนาน ก็คือเรื่องของ Focus Area ถ้าจะให้แปลความหมายของมันตรงตัวเลยนั้นก็คือ พื้นที่ในการโฟกัสนั้นเอง ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีการเพิ่มหรือลดแบบของฟังค์ชั่นนี้อยู่ตลอด จะมีอยู่สามสี่อย่างที่จะคงอยู่กับกล้องทุกตัวจริงๆ มันสำคัญอย่างไรล่ะเจ้า Focus Area เนี่ย

ก็คือผมไม่อยากจะมาสอนใครเรื่องนี้เลย เพราะมันเป็นเรื่องที่ผมยังปวดหัวอยู่แทบทุกวันนี้จริงๆ เพราะแต่ละแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบ โฟกัสทั้งภาพ โฟกัสเฉพาะส่วน โฟกัสแค่ช่วงตรงกลาง หรือการโฟกัสแบบจุดเลือกตำแหน่งได้ทั้งหมด ทุกแบบนั้นล้วนมีข้อดีของมัน ข้อดีในความหมายนี้ก็คือ การที่มันจะเหมาะกับการถ่ายภาพแบบไหนนั้นเอง เพราะบางแบบก็ถ่ายภาพวิวไม่ดี บางแบบก็ถ่ายภาพ portrait ไม่ดี ซึ่งเราต้องปรับแต่งให้เร็วให้เข้ากับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่อง ผมเป็นพวกติดการถ่ายภาพที่มีความแมนนวลสูง นั้นทำให้ผมชอบแบบเลือกจุดเองซะมากกว่า เพราะว่ามันพลาดยากถ้าเราเลือกเองเลยแต่แรก คือไม่ต้องไปพึ่งระบบ AI ของกล้องให้หาให้ เพราะตรงจุดนี้ต่อให้มันจะฉลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยังไง มันก็ต้องมีบางครั้งที่ไม่สามารถตอบสนองได้ตรงความตั้งใจเราเช่นกัน จริงอยู่แหละที่มันทำให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นมากเลยๆ เช่นการถ่ายอะไรที่ต้องรีบเร่ง

การใช้ระบบโฟกัสแบบโฟกัสทั้งภาพก็จะช่วยให้ได้ภาพ ณ ช่วงเวลานั้นได้ แต่ถ้ามามัวเลือกจุดเองไม่ทันแน่นอน แต่ว่าการที่กล้องมันเลือกให้ทั้งภาพแบบนั้น เราก็ต้องมั่นใจในมันมากๆเลยนะว่า มันจะได้จุดที่เราต้องการจริงๆ ถ้าไม่ได้ ต่องให้ช่วงเวลา ท่าทางเปะมากขนาดไหน

แต่ภาพเบลอเนื่อยจากโฟกัสผิดก็จบเหมือนกัน ดังนั้นแล้วเรื่องนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ หลายๆช่างภาพมืออาชีพก็เลือกที่จะปรับแบบได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ แต่บางช่างภาพมืออาชีพก็จะใช้แบบกำหนดจุดเอง แต่เลือกให้รวดเร็วมากๆแทน ผมเป็นสายใช้แต่แบบกำหนดจุดเองเช่นกัน ทำให้หลายๆครั้งนั้นถ่ายภาพไม่ทัน แต่ก็ช่างเถอะ เพราะผมนั้นเป็นสายถ่ายภาพแบบใช้เวลาอยู่แล้ว ผมก็ใช้เลนส์แบบมือหมุนหลายตัวเสียด้วย

ระบบ Focus Area นี้เป็นฟังค์ชั่นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะศึกษาให้ดีๆก่อนที่จะเป็นช่างภาพด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะหาจุดถนัดตัวเองไม่ได้เสียที แล้วฟังค์ชั่นนี้ก็เป็นตัวที่ทำให้ภาพเราชัดหรือเบลออีกด้วย 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet168 ทางเข้า

ฟอยด์ ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

เรารู้จักอุปกรณ์ชิ้นนี้แน่นอน เพราะมันคืออุปกรณ์ในครัวเรือนที่สำคัญอย่างหนึ่ง และในวงการถ่ายภาพ ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากทีเดียว จะว่าจำเป็นก็ไม่เชิงนะ เพราะว่าส่วนมากแล้วการจะพกเจ้านี้ไปนั้น จะเป็นตากล้องอาชีพซะมากกว่า เพราะว่ามันก็จะเขิลๆหน่อยนะ ที่จะกางออกมาในที่สถารณะแบบนี้ หน้าที่หลักๆของมันก็คือรีเฟรคยังไงล่ะ มันคือการสะท้อนแสง และเป็นการสะท้อนแสงที่ให้ความนิ่มนวลอย่างมากเลย เหมาะกับการใช้กับการถ่ายภาพบุคคลอย่างมาก จริงอยู่ที่การใช้ฟอยด์นั้นเป็นดั่งของตากล้องมืออาชีพ แต่ว่าถ้าคุณมีแฟนแล้วชอบถ่ายรูปกันมากๆ ก็เป็นอะไรที่ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

มันจะช่วยให้บางมุมที่เราคิดว่ามันดี แล้วมันจะได้ภาพที่ดีแบบนั้นจริงๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ตอนที่เจอแสงจัดๆแล้วมีแสงตกหน้าเยอะ จริงๆอยู่ที่เวลาที่เจอแบบนี้ใช้แฟลชช่วยได้ แต่ว่าแฟลชนั้นมันก็ไม่มีที่ให้สะท้อนเหมือนกัน ทำให้ความนิ่มนวลนั้นน้อยกว่า

ฟอยด์ที่ใช้สำหรับการถ่ายรูปจริงๆแล้วก็มีขายตามร้านขายอุปกรณ์กล้องทั่วไปแหละ จะเป็นแบบผ้าจริงๆจัง และเคลือบให้เป็นเหมือนกับฟอยด์ด้านบ่น จะเป็นความทนทานที่ดีแต่ก็จะมีการเก็บที่ลำบอกหน่อย เพราะมันจะเป็นโครงเหล็กแล้วจะต้องมีการพับเก็บในแบบของมัน จะคล้ายๆกับที่กันแดดหน้ารถยนต์นั้นแหละ แต่ว่ามันอาจจะทำมาพิเศษด้วยขนาดต่างๆให้เลือกพกกัน แล้วแบบจริงๆจังๆนี้ก็จะไม่ค่อยเหมาะกับการเอาใส่กระเป๋ากล้องสักเท่าไหร่ เพราะมันจะใหญ่เกินกระเป๋าเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่แนะนำใช้แก้ขัดได้นั้นก็คือ ฟอยด์สำหรับใช้กับอาหารนั้นแหละ

เราจะสามารถเลือกขนาดได้เองเลย อยากได้เท่าไหร่ก็ตัดเท่านั้นได้เลย ง่ายๆ พอตัดออกมาก็พับให้ได้ขนาดพอเหมาะกับการใส่ลงในกระเป๋าเรา ประหยัดเนื้อที่มากๆเลย แทบจะไม่รู้สึกกระเป๋าเลยด้วยซ้ำ แนะนำให้สอดไว้ตามซอกระหว่างกระเป๋ากับนวม เพียงแต่มีสิ่งที่ต้องระวังหน่อย นั้นก็คือเจ้าฟอยด์อาหารนั้นใครเคยได้ใช้จะทราบดีเลยว่า มันเป็นอะไรที่ขาดง่ายมากๆ

เวลากางเข้ากางออกก็ต้องคอยระวังไว้ด้วย แต่การที่มันขาดนิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ส่งผลต่อแสงที่สะท้อนสักเท่าไหร่ ก็สามารถพกพาจนกว่ามันจะขาดจนรุ่งริ่งนั้นแหละ แล้วก็ค่อยเปลี่ยน ไม่ต้องห่วงอะไรอยู่แล้ว เพราะราคาฟอยด์นี้ก็ไม่ได้แพงเลย

ผมก็พกไว้กระเป๋าตลอดนะ แต่ไม่ค่อยได้ใช้หรอก พกให้อุ่นใจไว้งั้นแหละ เพราะว่าถึงเวลาจริงก็ไม่กล้าเอาออกมาใช้เหมือนกัน ฮ่าๆ

 

 

สนับสนุนโดย   ufabet