ประวัติกีฬาวอลเลย์บอล

        ประวัติกีฬาวอลเลย์บอล กีฬาวอลเลย์บอลนั้นไม่ใช่กีฬาที่เกิดขึ้นจากคนไทยแต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรที่จะเป็นการบอกชัดว่าแท้ที่จริงแล้วกีฬาวอลเลย์บอลนั้นเกิดขึ้นมาจากประเทศอะไรและประเทศแรกที่มีการเริ่มคิดกีฬาวอลเลย์บอลขึ้นมานั้นคือประเทศไหนแน่แต่ที่แน่ๆก็คือกลุ่มคนที่นำกีฬาวอลเลย์บอลมาให้คนไทยรู้จักนั้นก็คือคนจีนและคนญวนนั้นเอง

        เนื่องจากว่าในสมัยก่อนนั้นคนไทยมีการติดต่อค้าขายกับคนจีนและคนญวนดังนั้นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายและพวกราชการทั้งหลายที่เป็นคนยืนและคนจีนจึงได้มีการเผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลเข้ามาในประเทศไทย  ด้วยการจัดการแข่งขันกีฬาเป็นกีฬากระชับมิตรกันเกิดขึ้นซึ่งในครั้งนั้นได้มีการแข่งขันกันระหว่างคนในชุมชนรวมถึงพวกสมาคมต่างๆหรือแม้แต่ตามเหล่าสโมสรต่างๆ

         และเมื่อกีฬาวอลเลย์บอลเป็นที่สนใจมากขึ้นทางด้านกรมพลศึกษาจึงได้มีการนำเสนอให้นำกีฬาวอลเลย์บอลนั้นมาเป็นกีฬาที่บรรจุในการเรียนการสอนได้โดยมีการจัดพิมพ์กฎและกติกากีฬาวอลเลย์บอลเพื่อให้คนที่สนใจกีฬาชนิดนี้ได้ศึกษาหาความรู้และสามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ได้อย่างชำนาญการนั้นเองด้วยการพิมพ์หนังสือครั้งแรกนั้นกินเมื่อปีพ.ศ 2477 

 

สำหรับหนังสือที่มีการจัดพิมพ์ขึ้นมานั้นจะเป็นวิธีการเล่นและเทคนิคต่างๆ

รวมถึงกฎกติกามารยาทในการแข่งขันเรียกได้ว่าหากใครที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะสามารถเล่นกีฬาวอลเลย์บอลเป็นได้นั่นเองดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงถูกส่งไปยังตามจังหวัดต่างๆเพื่อให้คุณครูที่เป็นผู้สอนเกี่ยวกับวิชาพละได้มีการนำความรู้เหล่านี้ไปสอนนักเรียนในโรงเรียนนั้นเอง

      สำหรับกีฬาวอลเลย์บอลนั้นสามารถเล่นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายนอกจากจะให้เด็กนักเรียนได้มีการเรียนรู้กีฬาวอลเลย์บอลแล้วปัจจุบันนั้นกีฬาวอลเลย์บอลยังนับว่าเป็นกีฬาที่มีการส่งเสริมให้ไปแข่งขันกับต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยได้มีการตั้งสมาคมขึ้นมาซึ่งชื่อว่าสมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยด้วยการจัดตั้งสมาคมนี้ขึ้นมานั้นมีการจัดตั้งมาตั้งแต่ปีพศ 2500 แล้ว 

       และกีฬาวอลเลย์บอลนั้นก็ไม่ได้มีแค่เฉพาะคนไทยและคนจีนหรือคนญวนเพียงเท่านั้นแต่คนต่างประเทศอย่างเช่นคนในแถบประเทศยุโรปต่างก็สนใจกีฬาวอลเลย์บอลกันด้วยเช่นเดียวกันซึ่งที่ต่างประเทศนั้นมีการรู้จักกีฬาวอลเลย์บอลขึ้นมาตั้งแต่ช่วงประมาณคริสตศักราชปี 1895 กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  

        ซึ่งคนที่เล่นกีฬาชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเล่นเพื่อเป็นการออกกำลังกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะเล่นกันในช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาวเพราะว่าจะช่วยในเรื่องของการทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นเป็นกีฬาที่มักจะเล่นกันกลางแจ้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะเล่นกันช่วงที่มีหิมะตกซึ่งคนประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมองว่าการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลนั้นทำให้ร่างกายอบอุ่นและยังเป็นการออกกำลังกายได้อีกทางหนึ่งนั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   Ufabet เข้าสู่ระบบ

ถล่มเวียดนามบนเนินดิน48อำเภอตาพระยา

ถล่มเวียดนามบนเนินดิน ในปี2530เหตุการณ์แนวชายแดนด้านตะวันออกก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศเวียดนามก็ยังได้ลุกล้ำอธิปไตรของไทยเราเข้ามาทางค่ายปักธงชัยก็ได้รับคำสั่งให้นำเอากองกำลังทหารพรานลงไปผลักดัน

ซึ่งในวันนั้นเองทหารก็ได้เข้าไปบุกยึดเนิน48อำเภอตาพระยาแนวชายแดนทางผู้บังคับบัญชาของเราก็ได้วางแผนที่จะผลักดันให้ทหารเวียดนามออกจากเนิน48โดยมันได้เป็นเนินเล็กๆอยู่ตามแนวชายแดนอยู่ด้านนั้นในพื้นที่ของแถวภาคตะวันออกมันจะเป็นพื้นที่ราบเป็นทุ่งนาสลับกับดอนที่มีป่ามีต้นไม้สลับกัน

นอกจากนี้เนิน48จะเป็นเนินเตี้ยๆแต่เวียดนามก็เข้ามายึดอยู่เพราะว่าการที่จะอยู่ในพื้นที่ราบในสมัยก่อนถ้าฝนตกมันจะมีน้ำขังเขาก็ต้องอาศัยเนินที่สูงเอาไว้เพื่อเป็นการตั้งฐานโดยฐานตรงนั้นมันจะเป็นฐานของรถถังทหารเวียดนามได้ส่งรถถังเข้ามาอยู่บริเวณนั้นประมาณกองร้อยอยู่บนเนินนั้นแล้วก็มีทหารราบคอยคุ้มกันและเขาก็จะส่งกองกำลังทหารของเขาเข้ามาในแนวชายแดนเพื่อมาโจมตีทหารไทยและทหารหน่วยต่างๆที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย

โดยเวียดนามก็ได้ลุกเข้ามาในเขตชายแดนไทยเข้ามาอยู่หลายกิโลจึงได้เกิดการปะทะกันเลื่อยมาวันนั้นกอร้อยทหารพรานจู่โจม911ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดในการเป็นหัวหอกกับเพื่อนทหารพรานกองร้อย947 956 และ 911 ในการเข้าผลักดันทหารเวียดนามบนเนิน48แห่งนี้

ซึ่งในเวลาประมาณตี5ของวันนั้นกองร้อย911นำทีมโดยสิบเอกสุรกิจ หงษ์ทองในปัจจุบันได้เป็นนายทหารไปแล้วเขาเป็นทหารรุ่นน้อยของ กรกต เกตุแก้วอยู่หลายปีท่านได้เป็นหัวหน้าชุดเข้าโจมตีในตอนนั้นแผนการพวกเราก็จะเดินทางตั้งแต่ตี5ก็ค่อยแทรกซึกไปตามแนวชายแดนลัดป่าทุ่งนาไปให้เงียบมากที่สุดเพื่อไม่ให้ฝ่ายข้าศึกหรือฝ่ายเวียดนามรู้ว่าพวกเขาจะเข้าไปโจมตีเขา

เมื่อได้เข้าไปถึงพื้นที่ใกล้เคียงก็หมายความว่าอีกไม่ไกลเท่าไรก็จะถึงจุดที่เราจะเข้าตีประมาณ100เมตรและได้แบ่งกองกำลังออกปีกซ้ายปีกขวาโดยปีกซ้ายจะเป็นกองร้อย956ฉลามขาวตรงกลางก็จะเป้ฯกองร้อย947และกองร้อย911ที่กรกตอยู่ก็รับผิดชอบด้านปีกขวา

โดยได้จัดกองร้อยไปแค่12คนไปครั้งนี้ประมาณ36คนทหารพราน36คนกับเจ้าหน้าที่กรงอีกหนึ่งนายก็เป็น37นายอาวุธที่ได้เตรียมไปก็ต่อสู้กับรถถังโดยตรงเพราะเราจะเน้นไปที่ออาร์พีจีไปเป็นจำนวนหลายกระบอกเลยโดยรอบฐานกองเนิน48ที่มีทหารเวียดนามยึดเอาไว้อยู่ก็จะมีลวดหนามที่เขาได้ทำเอาไว้การที่เราจะเข้ายึดข้างในได้จะต้องทำลายลวดหนามตรงนี้ก่อน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    Gclub ฝากขั้นต่ำ50

ตำนานฆาตกร แจ็คเดอะริปเปอร์

สำหรับ ฆาตกร แจ็คเดอะริปเปอร์ ที่ใครหลายคนได้รู้จักกันที่ได้ลงมือฆาตกรกับเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมโดยจำนวนอาจจะมีไม่แน่นอนแต่ถ้าจะเอาอ้างอินจากตำรวจแล้วก็ศพที่ชายคนนี้ได้ลงมือกระทำจะมีจำนวนด้วยกันถึง5ศพ

ซึ่งเหยื่อที่ถูกแจ็คเดอะริปเปอร์ฆ่าถึง5รายนับได้ว่ามีสภาพที่สุดจะบรรยายเลยแต่ไหนๆก็ได้มาถึงฮาโลวีนแล้วก็จะขอเล่าเพื่อความสยองก็แล้วกันในรุ่งเช่าวันหนึ่งในเดือนสิงหาคมปี1888มันกูเหมือนกับว่าเป็นวันที่เช้าที่ธรรมดาเช้าหนึ่งแต่แล้วก็ได้มีคนไปพบเข้ากับศพหญิงสาวคนหนึ่งที่มีสภาพการตายดูไม่ได้เลยนั่นก็คือคอของเธอนั้นถูกปาดด้วยของมีคมทำให้หัวเกือบขาด

นอกจากนี้บริเวณหน้าท้องของเธอนั้นก็ได้ถูกปาดอีกด้วยรวมไปถึงอวัยวะเพศของเอก็ถูกกระทำอย่างไม่ใยดีราวกับว่าเหยื่อมันจะต้องมีความโกรธอะไรกันมากับเหยื่อผู้หญิงคนนี้จึงได้มีการสันนิษฐานกันต่างๆนานามาว่าศพของผู้หญิงคนนี้จริงๆแล้วถูกฆ่าได้อย่างไรและอะไรที่ทำให้ฆาตกรทำแบบนี้

เนื่องด้วยว่าในการพบศพนั้นมันมีปริศนาอยู่มากมายอย่างเช่นเป็นไปได้หรือไม่ว่าเหยื่อจะถูกฆ่าในสถานที่อื่นแล้วถูกลากเอามาไว้ที่นี่แต่ว่าในช่วงเกิดเหตุก็ไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องของเหยื่อเลยแต่มันก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีใครได้ยินเสียงรถม้าหรืออะไรที่ลากศพมาเช่นกันบวกกับบริเวณก็ไม่มีสภาพที่เหมือนจะโดนลากมาเลย

ดังนั้นในสภาพทตอนที่พบเจอศพใหม่ๆก็นับว่าศพนั้นยังอุ่นอยู่คาดว่าจะตายมาไม่นานอาจจะไม่เกินครึ่งชั่วโมงนั่นก็หมายความว่าในตอนที่พบเจอศพฆาตกรมันก็คงหนีไปได้ไม่ไกลแต่ในทางกลับกันปริมาณเลือดที่ออกมาจากศพนั้นมันมีอยู่น้อยมากราวกับว่าการฆ่าปาดคอนั้นมันจะไม่ใช่สาเหตุการตายที่แน่จริงของศพอีกทั้งยังได้พบลิ่มเลือดต่างๆเข้าไปอุดในช่องท้องหรือที่ต่างๆของศพหญิงของเหยื่อ

เพราะฉะนั้นแล้วสภาพลิ่มเลือดเป็นแบบนี้เองเขาก็เลยคิดว่าเหยื่ออาจจะไม่ตายโดยขาดอากาศที่อื่นหลังจากนั้นฆาตกรก็จึงมาผ่าศพเล่นแต่ถึงจะตีความไปต่างๆนานามากมายเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถทำการค้นพบได้เลยว่าใครเป็นคนฆาตกรเก้าววันถัดมาก็มีการค้นพบเหยื่อเป็นรายที่สองเป็นผู้หญิงเหมือนกันการที่ตำรวจสรุปว่าสภาพศพนั้นได้มาจากฆาตกรรายเดียวกันก้เพราะว่าสภาพของศพมีเหมือนกับศพรายแรกเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ทางเข้า ufabet

ประวัติวันสารทจีน

ในทุกๆปีคนจีนรวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนจะมีการจัดพิธีกรรม  ประวัติวันสารทจีน  ซึ่งมีการทำสืบทอดต่อๆกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังคงทำพิธีกรรมนี้อยู่โดยวิธีการที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือพิธีกรรมวันสารทจีนนั่นเอง

สำหรับพิธีกรรมนี้ผู้ที่ประกอบพิธีกรรมนี้มีความเชื่อว่าเมื่อมีการจัดพิธีกรรมนี้ขึ้นมาจะเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วโดยเป็นการนำอาหารไปเซ่นไหว้ให้บรรพบุรุษได้ทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญซึ่งวันสารทจีนนั้นจะต้องมีการดูปฏิทินจีนเป็นหลักโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการกำหนดให้ตรงกับ วันที่ 15 เดือน 7

         สำหรับกิจกรรมในวันสารทจีนนั้นจะเป็นการเตรียมของไปเซ่นไหว้

ซึ่งจะต้องเตรียมด้วยกันทั้งหมด 3 ชุดด้วยกันโดยชุดแรกนั้นจะเอาไว้สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในขณะที่อีกชุดนั้นจะเอาไว้เซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลปกปักรักษาบ้านที่เราอาศัยอยู่ในขณะที่อีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นชุดที่ 3 นั้นจะเอาไว้เซ่นไหว้สัมภเวสีหรือบรรดาผีที่เสียชีวิตไปแล้วไม่มีญาติพี่น้องทำบุญไปให้

       สำหรับเรื่องราวและตำนานของการเริ่มต้นของวันสารทจีนนั้นมีมากมายหลายตำนานที่มีการพูดถึงกันซึ่งในตำนานที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือตำนานวันสารทจีนที่เกิดจากชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า มู่เหลียน  โดยตำนานนี้บอกเล่าถึงเรื่องราวของชีวิตผู้ชายคนหนึ่งซึ่งแม่ของมู่เหลียนนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่เชื่อเรื่องของนรกหรือแม้แต่สวรรค์

   เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อถึงเทศกาลกินเจแม่ของมู่เหลียน ก็จะมีการเชิญบรรดาคนที่ถือศีลเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นจะงดเนื้อสัตว์แม่ของ มู่เหลียน  จึงได้เชิญกลุ่มคนเหล่านี้มาที่บ้านเพื่อรับประทานอาหารโดยทำอาหารเจให้รับประทานแต่แม่ของมู่เหลียน ช้เป็นน้ำมันหมูในการประกอบอาหารเพื่อที่จะแกล้งคนที่ถือศีล   ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่แม่ของมู่เหลียน ทำนั้นจะส่งผลทำให้เกิดเป็นกรรม ขึ้นมาและแน่นอนว่าเมื่อเธอตายไปนั้นเธอก็ตกนรกจากการกระทำของเธอ 

           อย่างไรก็ตามเมื่อ มู่เหลียน รู้ว่าแม่ของเขาตายไปแล้วต้องตกนรกเขาก็ทำการขอร้องต่อพระพุทธเจ้าว่าเขาอยากจะชดใช้หนี้แบบนี้แทนแม่ของเขาเองแต่พระพุทธเจ้าก็ได้มีการสอนมู่เหลียน ว่า หากใครที่เป็นผู้กระทำบาปก็ควรจะต้องเป็นคนชดใช้บาปนั้นเองไม่สามารถทดแทนบาปกันได้และทางด้านพระพุทธเจ้าเองก็ได้มอบคัมภีร์เรียกเซียนให้กลับ มู่เหลียน เพื่อให้เขานั้นได้เอาไปช่วยให้แม่ของเขาพ้นทุกข์ซึ่งหลังจากที่เขาได้ศึกษาคัมภีร์นั้น มู่เหลียน จึงได้มีการถวายอาหารให้กับบรรดาเซียนทั้งหลายที่มาช่วยให้แม่ของเขานั้นพ้นทุกข์เร็วขึ้นนั่นเอง

            ซึ่งนี่ก็คือที่มาหรือประวัติความเป็นมาของเทศกาลวันสารทจีน  โดยการถวายอาหารนั้นจะเป็นการถวายอาหารให้กับเหล่าบรรดาเซียนทั้งหลายที่จะมาช่วยเหลือให้คนที่ทำบาปทำกรรมนั้นพ้นทุกข์เร็วขึ้นในขณะเดียวกันก็นำอาหารไปมอบให้กับบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยนั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.   ufabet ฝาก-ถอน เอง

ประเพณีและวัฒนธรรมเกี่ยวกับวันฮาโลวีนของชาวไอริส

         หากใครที่เคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของประวัติความเป็นมาของ วันฮาโลวีนของชาวไอริส จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ววันฮาโลวีนนั้นมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประชาชนของประเทศไอร์แลนด์   ซึ่งเป็นกลุ่มชาว Iris โดยเฉพาะต้นกำเนิดของฮาโลวีนนั้นมาจากกลุ่มคนชาวเคลต์  และความเป็นมาของวันสำคัญอย่างวันฮาโลวีนนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตศักราชจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป

       เนื่องจากในสมัยโบราณไม่ได้มีวิวัฒนาการและไม่มีนักวิทยาศาสตร์

อย่างเช่นณปัจจุบันนี้ทำให้คนโบราณนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของภูตผีปีศาจ  ผีสางเทวดาและเทพเจ้าต่างๆซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่ชาวไอริสเท่านั้นที่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้แต่คนไทยเองในสมัยโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผีสางเทวดารวมถึงเทพเจ้าเช่นเดียวกันต่อมาเมื่อวิวัฒนาการมีมากขึ้นนักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะพิสูจน์สิ่งเร้นลับต่างๆได้ว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไรทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของภูตผีปีศาจนั้นลดน้อยถอยลงนั่นเอง 

          แต่ถึงแม้ว่าปัจจุบันความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของภูตผีปีศาจ จะไม่ค่อยมีมากนักแต่วัฒนธรรมและประเพณีที่เคยทำสืบต่อกันมาก็ยังคงมีการดำเนินอยู่ต่อไปเนื่องจากว่าเป็นการกระทำที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากผู้เฒ่าผู้แก่มาส่งลูกหลานและบางเทศกาลนั้นก็เป็นเทศกาลที่สร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนที่มีการจัดงานจึงไม่จำเป็นที่จะต้องยกเลิกพิธีกรรมหรือวัฒนธรรมต่างๆเหล่านั้นไปอีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงามของแต่ละประเทศของตนเองเอาไว้

        อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องของประเพณีวัฒนธรรมในวันฮาโลวีนซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ชาวไอริชมีการยึดถือปฏิบัติกันเป็นประจำทุกปีนั้นจะมีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องกิจกรรมต่างๆที่จะมีการทำกันในวันฮาโลวีนนั่นเองซึ่งกิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไอร์แลนด์เท่านั้นที่มีการจัดกิจกรรมวันฮาโลวีนประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นชาติตอนตกต่างก็มีการจัดกิจกรรมนี้กันแน่นอนว่ากิจกรรมนี้สร้างความสนุกสนานให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อย่างมากเลยทีเดียว

        สำหรับกิจกรรมที่มีการทำผ่านประเพณีและวัฒนธรรมวันฮาโลวีนนั่นก็คือผู้คนจะแต่งตัวโดยมีการ mark up หน้าตาให้มีความคล้ายคลึงกับผีหรือแม้แต่พวกเราปีศาจทั้งหลายรวมถึงเหล่าพ่อมดแม่มดและอสูรกาย  โดยพยายามที่จะแต่งตัวเลียนแบบให้มีความน่าเกลียดน่ากลัวมากที่สุดหลังจากนั้นเด็กๆที่มีการแต่งกายที่คิดว่าน่าเกลียดน่ากลัวก็จะไปยืนตะโกนอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านของชาวบ้านในพื้นที่เพื่อทำการร้องบอกให้คนในบ้านนั้น

เลือกว่าพวกเขาจะยอมที่จะโดนผีหลอกหรือพวกเขาจะยอมจ่ายเป็นขนมให้กับผีที่มายืนอยู่หน้าบ้านซึ่งกิจกรรมนี้นับเป็นวัฒนธรรมที่มีการยึดถือปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นกิจกรรมการละเล่นที่ทำให้เด็กๆนั้นเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและตัวผู้ใหญ่ที่ร่วมกิจกรรมนี้ก็สนุกสนานเพลิดเพลินเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย.   UFABET เว็บหลัก

เจอโครงมนุษย์โบราณอายุมากกว่า 3000 ปี ที่สีบัวทอง แหล่งโบราณคดี

       เจอโครงมนุษย์โบราณ   หากใครที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของโบราณคดีจะรู้ว่าที่จังหวัดอ่างทองนั้นมีแหล่งค้นพบ วัตถุโบราณอยู่ที่ 1 ซึ่งที่นั่นอยู่ตรงอำเภอแสวงหาโดยจุดดังกล่าวนั้นมีการเรียกกันว่าสีบัวทองซึ่งที่นี่นับว่าเป็นแหล่งค้นพบโบราณคดีแหล่งใหญ่ของประเทศไทยแหล่งหนึ่งเลยก็ว่าได้

           ก่อนหน้านี้ได้มีคนค้นพบศพในสมัยโบราณที่หมู่บ้านศรีบัวทองนี้มาก่อนหลังจากนั้นนักโบราณคดีก็ลงเข้ามาสำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวเพื่อทำการคนซากศพปราณีหาข้อมูล  สำหรับการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในครั้งนี้พบว่ามีโครงกระดูกทั้งหมดเก็บของด้วยกันโดยถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 หลุมซึ่งในโครงกระดูกทั้งหมดนั้นมีโครงกระดูกที่เป็นของเด็กจำนวน 1 โครงส่วนที่เหลืออีก 6 โครงนั้นเป็นของผู้ใหญ่  

           หลักฐานที่ค้นพบนี้จะแสดงให้เห็นว่าคนในสมัยก่อนนั้นมีการฝังศพแบบไหนลักษณะของศพที่นอนเป็นแบบใดทิศทางการหันหัวศพนั้นไปทางไหนและที่สำคัญลักษณะของการฝังนั้นมีการทำการฝังจากหน้าดินลึกลงไปจนถึงบริเวณคงตบนั้นเพียงแค่ประมาณ  70 เซนติเมตรเท่านั้นเอง 

          บริเวณรอบๆโครงกระดูกที่พบนั้นยังพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นพวกหม้ออุทิศ  ซึ่งเป็นหม้อชามของคนในสมัยโบราณซึ่งหม้อนั้นถูกธรรมดาด้วยเครื่องปั้นดินเผาและยังมีพวกกำไรสำริด และยังมีโบราณวัตถุอีกหลายอย่างที่ค้นพบอยู่ใกล้กับโครงกระดูกซึ่งหลักฐานทั้งหมดนั้นมีสภาพไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักเนื่องจากมีร่องรอยของการแตกหักเสียหาย

              แต่อย่างไรก็ตามนี่ถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีสามารถศึกษาเกี่ยวกับชุมชนการดำเนินชีวิตของวิถีชีวิตของคนในสมัยโบราณ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าคนในสมัยโบราณนั้นมักจะมีการตั้งถิ่นฐานอยู่แหล่ง 1 และเมื่อใช้ชีวิตไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก็จะมีการย้ายถิ่นฐานและนี่เป็นอีกหนึ่งถิ่นฐานหนึ่งที่คนในสมัยโบราณใช้ชีวิตอยู่ก่อนที่จะย้ายไปอยู่หลังอื่นนั้นเอง

      แต่ที่นี่ทำให้เราก็พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่อย่างยาวนานมากกว่า 3000 ปี     และค้นคว้าวิจัยของนักโบราณคดีเชื่อกันว่าโครงกระดูกที่พบนี้เป็นโครงกระดูกที่มีอายุในช่วงยุคสำริด จากการค้นพบโครงกระดูกที่มีอายุเก่าแก่เส้นนี้ทำให้นักโบราณคดีมีความเชื่อกันว่าจะสามารถค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติมและทำให้เราได้รู้ว่าในอดีตนั้นคนในสมัยโบราณมีการใช้ชีวิตกันอย่างไรมีวิถีชีวิต

 

สนับสนุนโดย.   แจ้งฝาก-ถอน ufabet

วัฒนธรรมความงดงามที่สุดแปลกของสาวๆในชนเผ่า Mursi

สำหรับเรื่องของความสวยความงามนั้น  เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ วัยรุ่นและวัยชรา  ต่างก็ชื่นชอบ  ความสวยงามนั้น ก่อให้คนทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต่างก็ชื่นชอบความสวยงามด้วยกันทั้งนั้น วัฒนธรรมความงดงามที่สุดแปลก ดังนั้น หากใครก็ตามเมื่อรู้สึกว่าตัวเองยังไม่งดงามเพียงพอ หรือหากใครที่ความงดงามที่เคยมีร่วงโรยไปแล้ว สิ่งที่ทุกคนทั่วโลกทำเหมือนกันนั้นก็คือ การเพิ่มความงดงามให้กับตัวเอง และแต่ละคนก็จะมีแนวทางในการเพิ่มความงดงามของตัวเองไม่เหมือนกัน บางคนเลือกเป็นการแต่งหน้าแต่งตัว แต่บางคนเลือกการทำศัลยกรรม

         อย่างไรก็ตามบางประเทศกลับมีชนเผ่าหนึ่งที่สาวสาวในชนเผ่ามีความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องขอการเสิรมความสวยงามที่ไม่เหมือนใคร  มีความแปลกแตกต่างจากสาวสาวของประเทศอื่นอื่นอย่างที่ไม่เคยมีประเทศไหนทำตาม สำหรับสาวๆที่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องของความสวยงามไม่เหมือนคนอื่นนี้คือ สาวๆของชนเผ่า Mursi ซึ่งชนเผ่านี้เผ่าชนเผ่าเก่าแก่ มีอายุมาไม่ต่ำกว่าสามหมื่นปีมาแล้ว โดยชนเผ่านี้อยู่ในเขตพื้นที่เอธิโอเปีย

       สำหรับสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิด และความแตกต่างเกี่ยวกับรสนิยมความสวยงามนั้น ก็เพราะว่า สาวสาวของชนเผ่า Mursi นี้จะมีการแตกต่งริมฝีปากล่างให้มีความโดดเด่น และสามาถดึงดูดสายตาต่อเพศตรงข้าม วัฒนธรรมความงดงามที่สุดแปลก  โดยสาวสาวของเผ่า Mursi จะมีการเจาะริมฝีปากของตัวเอง นอกจากจะเจาะริมฝีปากแล้ว พวกเขายังต้องเอาแผ่นไม้ที่มีลักษณะเป็นวงกลม หรือแผ่นดินเหนียวที่มีการปั้นเป็นรูปวงกลม มายัดใส่ริมฝีปากล่างที่เจาะอีกด้วย  ซึ่งการเตรียมแผ่นไม้ หรือแผ่นดินมาใส่ริมฝีปากนั้นจะต้องมีขนาดใหญ่มากมากอีกด้วย เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ยิ่งสวย ยิ่งใหญ่ยิ่งโดดเด่น

         สำหรับการเจาะริมฝีปากของสาวสาวเผ่า Mursi นี้ว่ากันว่าพวกเธอจะเริ่มทำตั้งแต่พวกเธอเริ่มเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาว  ซึ่งการเจาะช่วงแรกๆก็จะวงเล็กหน่อยแต่จะมีการค่อยค่อยเพิ่มขนาดวงให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยเรื่อย และจากที่มีการสำรวจและหาข้อมูลเกี่ยวกับการเจาะริมฝีปากล่างของสาวสาวเผ่า Mursi นี้  พบว่านี่คือวัฒนธรรมที่เก่าแก่และมีการยึดและปฎิบัติตามกันมาเป็นเหมื่นหมื่นปีแล้ว และปัจจุบันวัฒนธรรมนี้ก็ยังคงยึดและปฎิตามกันอยู่  ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับความใหญ่ของวงที่เจาะที่ตรงริมฝีปากล่าง พบว่าเคยมีคนที่เจาะริมฝีปากล่างที่ใหญ่สุดมาแล้ว ถึง  19.5 เซนติเมตร 

     สำหรับข้อมูลเหล่านี้ถูกนักโบราณคดี จากมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน ได้เข้ามาสำรวจ และนำข้อมูลนี้มาเผยแพร่ 

 

สนับสนุนโดย.  gclub slot เล่นผ่านเว็บ

ตำนานความเชื่อ เกี่ยวกับศุกร์ 13

ความเชื่อ เกี่ยวกับศุกร์ 13 เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินตำนานความเชื่อเกี่ยวกับวันศุกร์ที่ 13 กันเป็นอย่างดีโดยตำนานความเชื่อนี้มีมาตากกลุ่มคนประเทศทางแถบฝั่งตะวันตก  ซึ่งความเชื่อนี้เริ่มต้นมาจากการที่พวกเขานั้นต้องสูญเสียพระเยซูไปในวันที่ 13 ซึ่งตรงกับวันศุกร์ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่พระเยซูมีชีวิตเป็นวันสุดท้ายบนโลกมนุษย์นั่นเองหลังจากนั้นพระองค์ก็ถูกตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นใจตาย

ในวันดังกล่าวนั้นเป็นวันที่มีสาวกทั้งหมด 12 คนร่วมกินอาหารกับพระเยซูเป็นอาหารมื้อสุดท้ายและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากลุ่มคนที่นับถือศาสนาคริสต์โดยเฉพาะนิกายคาทอลิกต่างก็มองว่าเลข 13 นั้นเป็นเลขอาถรรพ์เป็นเลขโชคร้ายเป็นเลขที่ไม่เป็นมงคลแต่อย่างใด

      ความเชื่อ เกี่ยวกับศุกร์ 13  และความเชื่อนี้ก็ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนในปัจจุบันนี้ความเชื่อนี้ก็ยังคงมีอยู่จนมีบางคนที่เกิดอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับเลข 13 ถึงขนาดที่ว่าเดือนไหนที่มีวันศุกร์ตรงกับวันที่ 13 ก็จะไม่ออกเดินทางไปนอกบ้านและไม่ได้ทำกิจกรรมต่างๆเลยทีเดียว 

อย่างไรก็ตามมีสถิติมากมายเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุในวันที่ 13 โดยหากเดือนไหน มีวันศุกร์ตรงกับวันที่ 13 ปรากฏว่าเดือนนั้นจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากกว่า 50% และมากกว่าวันที่ 13 ซึ่งตรงกับวันอื่นนั่นเอง

        ความหวาดกลัวของวันที่ 13 ที่ตรงกับวันศุกร์นั้นมีความรุนแรงมากถึงขนาดที่มีคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับความกลัวของวันศุกร์ที่ 13 นี้โดยโรคดังกล่าวถูกตั้งชื่อเอาไว้ว่าโลกวันศุกร์ที่ 13    หรือในภาษาอังกฤษมีการเรียกชื่อโรคนี้ว่า  Paraskevidekatriaphobia  และคุณเชื่อหรือไม่ว่าคนที่เป็นโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 นี้ในประเทศอเมริกาสามารถสำรวจออกมาแล้วพบว่ามีมากถึง 80% ด้วยกันที่เป็นโรคชนิดนี้ซึ่งโดยจำนวนสถิติของคนอเมริกันคิดเป็นจำนวน 21 ล้านคนเลยทีเดียวที่เป็นโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 นี้นั่นเอง

       อย่างไรก็ตามความน่ากลัวของวันศุกร์ที่ 13 นั้นเกิดจากสภาวะจิตใจของคนมากกว่าเพราะคนมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของตัวเลขที่ไม่เป็นมงคลและเชื่อว่าจะมีความเป็นโชคร้ายดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยมีความระมัดระวังเนื่องจากว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายนั่นเอง

       ซึ่งถ้าหากเรามองย้อนไปก็จะเห็นได้ว่าในทุกวันแต่ละวันนั้นมักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เสมอหากลองคิดอุบัติเหตุวันต่อวันอาจกล่าวได้ว่าวันศุกร์ที่ 13 ก็มีอุบัติเหตุไม่ได้แตกต่างจากวันอื่นๆเลยเพียงแต่ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข 13 เข้ามาทำให้ตัวเลขนี้กลายเป็นตัวเลขอาถรรพ์ที่ใครก็พากันหวาดกลัว  และเราสามารถล้างอาถรรพ์ตัวเลข 13 ได้เพียงแค่เรามีสติทุกครั้งในการที่จะทำอะไรและหากคนทุกคนต่างก็พากันมีสติรับรองได้เลยว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีอย่างแน่นอนและอาถรรพ์ศุกร์ 13 ก็จะหายไปจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิงได้นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย.   gclub สล็อตฟรี

เทศกาล Festival of Colours ประเทศอินเดีย

เทศกาล Festival of Colours  คือเทศกาลที่จัดขึ้นที่ประเทศอินเดียและอาจจะมีประเทศอื่นๆร่วมด้วยเนื่องจากว่าเทศกาลนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ที่นับถือศาสนา เห็นดูด้วยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นในทุกๆปีและมักจะจัดขึ้นตรงกับเดือนมีนาคม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการจัดงานอยู่ที่ประมาณ 2 วันด้วยกัน

      เทศกาล Festival of Colours เราสามารถไปได้อย่างลงตัวก็คือเทศกาลนี้เป็นเทศกาลแห่งสีสันนั่นเองโดยเทศกาลนี้จะมีการนำสีมาใช้ในการละเล่นลักษณะของการจัดการเทศกาลนี้ก็คือมีความคล้ายคลึงกับเทศกาลวันสงกรานต์ของบ้านเราโดยเทศกาลวันสงกรานต์บ้านเราจะใช้น้ำในการสอดใส่กันแต่สำหรับเทศกาล Festival of Colours นั้นจะใช้สีในการใส่กันนั่นเอง

     สำหรับจุดประสงค์ในการจัดเทศกาลวันสารทสีในก็คือเป็นการเฉลิมฉลองการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิเพราะถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ซึ่งชาวฮินดูทุกคนโดยเฉพาะคนในประเทศอินเดียจะมารวมกันแล้วนำสีมาสาดใส่กันสร้างความสนุกสนานโดยในวันดังกล่าวนั้นจะไม่มีการถือยศฐาบรรดาศักดิ์หรือชั้นวรรณะทุกคนจะร่วมการละเล่นนี้ด้วยกัน

       นอกจากนี้ในช่วงวันเทศกาลวันสารทสีนั้นนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมักจะเดินทางมาที่ประเทศอินเดียเพื่อร่วมกิจกรรมนี้เพราะถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานที่สำคัญกิจกรรมนี้ไม่ได้มีการเข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาด้วยเป็นเพียงแค่การละเล่นเพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับประชาชนเพียงเท่านั้น    

          โดยปกติแล้วการละเล่นการสาดสีใส่กันนั้นจะเริ่มเล่นกันตั้งแต่เช้าหลังจากนั้นช่วงประมาณเที่ยงๆกิจกรรมนี้ก็จะหยุดลงซึ่งแต่ละคนนั้นก็จะพากันกลับไปพักผ่อนและอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วจะออกมาเจอกันอีกครั้งนึงในช่วงเวลาตอนเย็นเพื่อออกมาสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวก็จะไปกินข้าวร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ในช่วงเวลาตอนเย็นนั้นจะมีการนำขนมมาแจกให้กันเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและแสดงความมีไมตรีกับเพื่อนบ้านชาวอินเดียเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศกาลโฮลีนั่นเอง 

 

      โดยปกติแล้วในช่วงเทศกาลวัน Holi นั้นชาวอินเดียมักจะสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวเพื่อที่เวลาสีถูกสารมาโดนตัวและเสื้อผ้านั้นจะได้มองเห็นเป็นสีสันต่างๆเปลี่ยนเสื้อผ้าและเสื้อผ้าที่ใส่ในเทศกาลนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเก็บเอาไว้ชาวอินเดียมักจะไม่ทิ้ง 

      อย่างไรก็ตามในวันที่มีการจัดเทศกาล holi นั้นหากบ้านไหนที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานและหญิงสาวที่อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวนั้นคลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้ชายในวันเทศกาลโฮลีจะมีการจัดซุ้มกองไฟขึ้นมาเพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกจากเด็กผู้ชายและเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลโดยวิธีนี้จะจัดขึ้นในช่วงเวลาตอนเย็นๆซึ่งคนอินเดียเชื่อว่าวิธีนี้คือพิธีบูชากองไฟนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet สมัคร

ประวัติจุดกำเนิดของน้ำ Coca Cola

หากพูดถึง น้ำ Coca Cola  ทุกคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะปัจจุบันนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นน้ำดื่มที่ได้รับความนิยมและมีผู้คนดื่มมากเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำเปล่านั่นเองนอกจากนี้ในปัจจุบันนี้ Coca Cola ยังมีคู่แข่งที่ชื่อว่าเป๊ปซี่ซึ่งลักษณะของรสชาติของเครื่องดื่มโคคาโคลากับเป๊ปซี่นั้นแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

         โดยน้ำดื่มโคคาโคล่าในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าเป็นสีดำซึ่งจริงๆแล้วผู้ที่คิดค้นน้ำดื่มโคราชนั้นเขาเป็นเภสัชกรที่ชื่อว่า   จอห์น  แพมเบอร์ตัน  และอันที่จริงแล้ว สถานที่ในการคิดค้นเครื่องดื่มโคคาโคล่านั้นเกิดมาจากร้านขายยาที่ชื่อว่า   เจคอบ  ฟาร์มาซี  ซึ่งเป็นร้านขายยาของจอนนั่นเองโดยจอนนี้เป็นคนคิดค้นสูตรการผลิตเครื่องดื่ม Coca Cola ขึ้นมา

            ซึ่งเขานั้นต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติถูกปากคนทั้งโลกแบบนี้เพราะในครั้งแรกที่เขาคิดสูตรขึ้นมานั้นเขาใช้ยาที่มีขายอยู่ในร้านนำมาผสมเพื่อทำน้ำเครื่องดื่ม Coca Cola นั่นเองซึ่งในการทำส่วนผสมนั้นเขาเคยใช้ยาแก้ไอเป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องดื่ม น้ำ Coca Cola ด้วยอย่างไรก็ตามเขาใช้วัตถุดิบมากมายหลายชนิดในการที่จะลองทำเครื่องดื่มชนิดนี้

          เพราะเขาต้องการที่จะให้เครื่องดื่มที่เขาผลิตขึ้นมานั้นเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งไม่สามารถมีใครลอกเลียนแบบเขาได้นั่นเองและในที่สุด จอห์น  แพมเบอร์ตัน สามารถทำสำเร็จได้ในที่สุดซึ่งวัตถุดิบที่เขานำมาใช้ผลิตนั้นก็หาวัตถุดิบหลายตัวมาผสมผสานกันจนเครื่องดื่มที่เขาผลิตขึ้นมานั้นมีรสชาติและสีที่ไม่เหมือนใครรวมถึงยังมีกลิ่นที่ไม่เหมือนน้ำดื่มที่ไหนมาก่อนอีกด้วย 

                หลังจากที่ได้น้ำที่รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นที่เรียบร้อยแล้วเขาจึงได้มีการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปและที่สำคัญเพื่อให้เกิดความหวานจึงมีการใส่น้ำเชื่อมผสมเข้าไปอีกด้วยและเนื่องจากว่าอยากจะให้เมื่อคนดื่มน้ำชนิดนี้เข้าไปแล้วสดชื่นกระปรี้กระเป๋าจึงได้เพิ่มส่วนผสมที่เป็นคาเฟอีนเข้าไปและยังมีการนำใบโคล่ามาสกัด  และ จอห์น  แพมเบอร์ตัน มาผสมอีกจนทำให้เครื่องดื่มที่จอห์น  แพมเบอร์ตัน ผลิตขึ้นมานั้น

            เมื่อใครได้กินก็รู้สึกสดชื่นซู่ซ่าเลยทีเดียว  อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะได้มีการผลิตเครื่องดื่มขึ้นมาเป็นที่นิยมแต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะตั้งชื่อเครื่องดื่มชนิดนี้ว่าอะไรจนในที่สุดเขาก็ได้มีการถามผู้ช่วยของเขาซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขานั้นก็เสนอว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ควรจะชื่อ Coca Cola  นั่นเอง

             สำหรับคนที่ตั้งชื่อ Coca Cola นี้ก็คือแฟรงค์โรบินสัน  ซึ่งมีการตั้งชื่อ Coca Cola ในปีคริสต์ศักราช 1929   แต่ทางไปเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น  จอห์น  แพมเบอร์ตัน ก็เสียชีวิตลง  ทำให้กิจการเครื่องดื่มที่เขาบุกเบิกขึ้นนั้นถูกขายต่อให้กับนักธุรกิจคนหนึ่งที่ชื่อว่า เอซา กริกส์ แคนด์เลอร์  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

 

สนับสนุนโดย.   ufabet บาคาร่าออนไลน์