Category Archives: ประเพณีและประวัติ

ประวัติวันสารทจีน

ในทุกๆปีคนจีนรวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนจะมีการจัดพิธีกรรม  ประวัติวันสารทจีน  ซึ่งมีการทำสืบทอดต่อๆกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังคงทำพิธีกรรมนี้อยู่โดยวิธีการที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือพิธีกรรมวันสารทจีนนั่นเอง สำหรับพิธีกรรมนี้ผู้ที่ประกอบพิธีกรรมนี้มีความเชื่อว่าเมื่อมีการจัดพิธีกรรมนี้ขึ้นมาจะเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วโดยเป็นการนำอาหารไปเซ่นไหว้ให้บรรพบุรุษได้ทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญซึ่งวันสารทจีนนั้นจะต้องมีการดูปฏิทินจีนเป็นหลักโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการกำหนดให้ตรงกับ วันที่ 15 เดือน 7          สำหรับกิจกรรมในวันสารทจีนนั้นจะเป็นการเตรียมของไปเซ่นไหว้ ซึ่งจะต้องเตรียมด้วยกันทั้งหมด 3 ชุดด้วยกันโดยชุดแรกนั้นจะเอาไว้สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในขณะที่อีกชุดนั้นจะเอาไว้เซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลปกปักรักษาบ้านที่เราอาศัยอยู่ในขณะที่อีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นชุดที่ 3 นั้นจะเอาไว้เซ่นไหว้สัมภเวสีหรือบรรดาผีที่เสียชีวิตไปแล้วไม่มีญาติพี่น้องทำบุญไปให้        สำหรับเรื่องราวและตำนานของการเริ่มต้นของวันสารทจีนนั้นมีมากมายหลายตำนานที่มีการพูดถึงกันซึ่งในตำนานที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือตำนานวันสารทจีนที่เกิดจากชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า มู่เหลียน  โดยตำนานนี้บอกเล่าถึงเรื่องราวของชีวิตผู้ชายคนหนึ่งซึ่งแม่ของมู่เหลียนนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่เชื่อเรื่องของนรกหรือแม้แต่สวรรค์    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อถึงเทศกาลกินเจแม่ของมู่เหลียน ก็จะมีการเชิญบรรดาคนที่ถือศีลเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นจะงดเนื้อสัตว์แม่ของ มู่เหลียน  จึงได้เชิญกลุ่มคนเหล่านี้มาที่บ้านเพื่อรับประทานอาหารโดยทำอาหารเจให้รับประทานแต่แม่ของมู่เหลียน ช้เป็นน้ำมันหมูในการประกอบอาหารเพื่อที่จะแกล้งคนที่ถือศีล   ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่แม่ของมู่เหลียน ทำนั้นจะส่งผลทำให้เกิดเป็นกรรม ขึ้นมาและแน่นอนว่าเมื่อเธอตายไปนั้นเธอก็ตกนรกจากการกระทำของเธอ             อย่างไรก็ตามเมื่อ มู่เหลียน รู้ว่าแม่ของเขาตายไปแล้วต้องตกนรกเขาก็ทำการขอร้องต่อพระพุทธเจ้าว่าเขาอยากจะชดใช้หนี้แบบนี้แทนแม่ของเขาเองแต่พระพุทธเจ้าก็ได้มีการสอนมู่เหลียน ว่า หากใครที่เป็นผู้กระทำบาปก็ควรจะต้องเป็นคนชดใช้บาปนั้นเองไม่สามารถทดแทนบาปกันได้และทางด้านพระพุทธเจ้าเองก็ได้มอบคัมภีร์เรียกเซียนให้กลับ มู่เหลียน เพื่อให้เขานั้นได้เอาไปช่วยให้แม่ของเขาพ้นทุกข์ซึ่งหลังจากที่เขาได้ศึกษาคัมภีร์นั้น มู่เหลียน จึงได้มีการถวายอาหารให้กับบรรดาเซียนทั้งหลายที่มาช่วยให้แม่ของเขานั้นพ้นทุกข์เร็วขึ้นนั่นเอง             ซึ่งนี่ก็คือที่มาหรือประวัติความเป็นมาของเทศกาลวันสารทจีน  โดยการถวายอาหารนั้นจะเป็นการถวายอาหารให้กับเหล่าบรรดาเซียนทั้งหลายที่จะมาช่วยเหลือให้คนที่ทำบาปทำกรรมนั้นพ้นทุกข์เร็วขึ้นในขณะเดียวกันก็นำอาหารไปมอบให้กับบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยนั่นเอง    สนับสนุนเรื่องราวโดย.   ufabet ฝาก-ถอน เอง

เทศกาล Festival of Colours ประเทศอินเดีย

เทศกาล Festival of Colours  คือเทศกาลที่จัดขึ้นที่ประเทศอินเดียและอาจจะมีประเทศอื่นๆร่วมด้วยเนื่องจากว่าเทศกาลนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ที่นับถือศาสนา เห็นดูด้วยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นในทุกๆปีและมักจะจัดขึ้นตรงกับเดือนมีนาคม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการจัดงานอยู่ที่ประมาณ 2 วันด้วยกัน       เทศกาล Festival of Colours เราสามารถไปได้อย่างลงตัวก็คือเทศกาลนี้เป็นเทศกาลแห่งสีสันนั่นเองโดยเทศกาลนี้จะมีการนำสีมาใช้ในการละเล่นลักษณะของการจัดการเทศกาลนี้ก็คือมีความคล้ายคลึงกับเทศกาลวันสงกรานต์ของบ้านเราโดยเทศกาลวันสงกรานต์บ้านเราจะใช้น้ำในการสอดใส่กันแต่สำหรับเทศกาล Festival of Colours นั้นจะใช้สีในการใส่กันนั่นเอง      สำหรับจุดประสงค์ในการจัดเทศกาลวันสารทสีในก็คือเป็นการเฉลิมฉลองการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิเพราะถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ซึ่งชาวฮินดูทุกคนโดยเฉพาะคนในประเทศอินเดียจะมารวมกันแล้วนำสีมาสาดใส่กันสร้างความสนุกสนานโดยในวันดังกล่าวนั้นจะไม่มีการถือยศฐาบรรดาศักดิ์หรือชั้นวรรณะทุกคนจะร่วมการละเล่นนี้ด้วยกัน        นอกจากนี้ในช่วงวันเทศกาลวันสารทสีนั้นนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมักจะเดินทางมาที่ประเทศอินเดียเพื่อร่วมกิจกรรมนี้เพราะถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานที่สำคัญกิจกรรมนี้ไม่ได้มีการเข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาด้วยเป็นเพียงแค่การละเล่นเพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับประชาชนเพียงเท่านั้น               โดยปกติแล้วการละเล่นการสาดสีใส่กันนั้นจะเริ่มเล่นกันตั้งแต่เช้าหลังจากนั้นช่วงประมาณเที่ยงๆกิจกรรมนี้ก็จะหยุดลงซึ่งแต่ละคนนั้นก็จะพากันกลับไปพักผ่อนและอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วจะออกมาเจอกันอีกครั้งนึงในช่วงเวลาตอนเย็นเพื่อออกมาสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวก็จะไปกินข้าวร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ในช่วงเวลาตอนเย็นนั้นจะมีการนำขนมมาแจกให้กันเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและแสดงความมีไมตรีกับเพื่อนบ้านชาวอินเดียเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศกาลโฮลีนั่นเอง          โดยปกติแล้วในช่วงเทศกาลวัน Holi นั้นชาวอินเดียมักจะสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวเพื่อที่เวลาสีถูกสารมาโดนตัวและเสื้อผ้านั้นจะได้มองเห็นเป็นสีสันต่างๆเปลี่ยนเสื้อผ้าและเสื้อผ้าที่ใส่ในเทศกาลนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเก็บเอาไว้ชาวอินเดียมักจะไม่ทิ้ง        อย่างไรก็ตามในวันที่มีการจัดเทศกาล holi นั้นหากบ้านไหนที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานและหญิงสาวที่อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวนั้นคลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้ชายในวันเทศกาลโฮลีจะมีการจัดซุ้มกองไฟขึ้นมาเพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกจากเด็กผู้ชายและเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลโดยวิธีนี้จะจัดขึ้นในช่วงเวลาตอนเย็นๆซึ่งคนอินเดียเชื่อว่าวิธีนี้คือพิธีบูชากองไฟนั่นเอง    สนับสนุนโดย.    ufabet สมัคร

การเผยแพร่ศาสนาสมัยรัชกาลที่4

การเผยแพร่ศาสนาสมัยรัชกาลที่4 การขนย้ายที่เห็นกันมันไม่ใช่เป็นเรื่องลับในสมัย รัชกาลที่5 ลงหนังสือพิมพ์ถามว่าคนไทยเห็นไหม เห็น กำลังขนเทวรูปที่มีนาคพันอยู่และ ฝรั่งเศสขนสมบัตินครวัดไปไหน (สยาม) รัฐท่ามกลางจักวรรดินิยม พวกยุโรปเป็นนักวิชาการอยู่แล้วทุกคนก็เลยต้องยกให้อังกฤษเป็นผู้ค้นพบโบราณวัตถุที่มีค่าที่สุดของโลกก็คือ วัฒนธรรมอียิปต์ ซึ่งฝรั่งเศสพอได้คลองซูเอซตั้งแต่ยุคนโปเลียนยังไม่ได้เป็นสาธารณรัฐก็เริ่มมาแล้วก็เห็นว่ากางแผนที่ดูแล้วภูมิภาคหลายอันถูกจับจองโดยอังกฤษไปหมดแล้ว โดยเฉพาะอินเดีย อินเดีย มาเลเซีย มาลายู จะเหลืออยู่แค่อินโดจีนฉะนั้นเขาก็ต้องหาทางที่จะไปอินโดนจีนให้ได้ เมื่อเขาพอได้อินโดนจีนจึงเป็นที่มาของการค้นพบว่าที่ เขมร จะมีCivilization อารยธรรมที่เทียบเคียงกับอียิปต์ได้อาจจะไม่3พันปีเท่าอียิปต์แต่พันกว่าปีฉะนั้นเขาจึงหวงมากว่าจะต้องทำอย่างไรสักอย่างหนึ่งที่จะต้องเข้าสู่แหล่งอารยธรรมโบราณแห่งนี้ให้ได้ก็มาเป็นต้นเหตุของการที่เขาเข้ามาในสมัยร.4  การเผยแพร่ศาสนาสมัยรัชกาลที่4 เพราะอะไรเพราะว่ารัชกาลที่4เขาเปิดประเทศท่านทำสัญญากับ เบาว์ริงกับประเทศอังกฤษทให้คนอังกฤษเข้ามาจุ้นจ้านมากฝรั่งเสศในยุคนั้นเข้ามาจะมีอยู่2กลุ่มเท่านั้นกลุ่มหนึ่งคือหมอสอนศาสนาดังนั้นเขาจะเปิดมิสซังคาทอลิกขึ้นซึ่งตอนนี้ยังอยู่ที่หน้าโบสถ์อัสสัมชัญบางรักยังเป็นมิสซังคาทอลิกอยู่เขาจะมีพระสังฆราชเขาจะดูแล นโปเลียนที่3ท่านจะเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของคาทอลิกท่านจะสนับสนุนการเผยแพร่ศาสนาคาทอลิกมาก เพราะฉะนั้น นโปเลียนจะสนับสนุน มิสซังคาทอลิก บังเอิญเขาเลือกประเทศไทยเลยกลายมาเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4 ฉะนั้นมันเลยกลายมาเป็นที่มาของการที่มีบาทหลวง ปาล เลอกัวซ์ สนิทสนมกับ เจ้าฟ้าที่ทำงานมงกุฎ ตอนที่ท่านผนวชอยู่ที่ (วัดราชาธิวาส) เป็นต้น พอสนิทกับบาทหลวง ปาล เลอกัวซ์ ก็เลยให้สิทธิ์ต่างๆ บาทหลวงปาล เลอกัวซ์ก็เลยทำตัวเป็นสายลับที่เราใช้คำว่าสายลับอย่างไม่เป็นทางการมีอะไรก็รายงานไป เพราะว่าบาทหลวง ปาล เลอกัวซ์ คือมิสซังคาทอลิกจะมีพระสังฆราชพระสังฆราชประจำอยู่ที่กรุงเทพจะมีหน้าที่ส่งพระไปเผยแพร่ที่จีน พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย กรุงเทพกลายเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ศาสนา กลุ่มแรกคือพวกบาทหลวงใช้คำว่าเป็นนักบวช กลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มที่นักสำรวจเข้ามาก็จะมาหาใครละถ้าไม่ใช่นักบวชฉะนั้นกลายเป็นว่าเวลาเราไปเยี่ยมมิสซังคาทอลิกจะมีเอกสารเขาจะหวงมากตั้งแต่สมัย ฟรังซิล… Read More »

เมืองเล็กๆแม่กลอง

เมืองแม่กลอง ที่สมุทรสงคราม ว่าไปก็มีวัดอยู่เยอะเหมือนกัน ใครสายทำบุญเดินทางมาที่นี่ได้ทั้งเที่ยว ได้ทั้งบุญครบเลยทีเดียว วัดที่ 2 ที่เราจะพาไป คือวัดบางแคน้อย การเดินทาง: ใช้เส้นทางไปอัมพวา ถึงวงเวียนเลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ ไปตามเส้นทางไปวัดบางกุ้ง สังเกตุดูง่ายๆวัดบางแคน้อยจะติดกับโรงพยาบาลอัมพวา วัดเล็กๆที่ดูจะไม่มีอะไร วัดนี้มีพระอุโบสถที่ภายในเป็นไม้แกะสลักเลยสนใจ แวะไปดูเสียหน่อย เข้ามาในอุโบสถ สวยงามมาก งานแกะสลักเต็มไปหมด บานประตู หน้าต่าง ผนัง เพดานรอบด้าน ถ้าคนชอบงานแบบนี้น่าจะยืนชมรายละเอียดการสลักได้นานเลย สวยแปลกตาดีจริงๆ ช่วงที่ไปไม่มีนักท่องเที่ยวเลย แต่ยังมีคนที่มาถ่ายรูปนักท่องเที่ยว ปริ๊นใส่จานแล้วเอามาขาย เพื่อให้เป็นของที่ระลึก แต่ส่วนใหญ่คนก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก เพราะว่าเห็นไปแต่ละที่ก็มีแบบนี้หมด ซื้อไม่ไหวกันเลยทีเดียว เดินทางไปวัดต่ออีกสักที่ วัดบางกุ้ง การเดินทาง: ใช้เส้นทางเดียวกับวัดบางแคน้อย แล้วขับตรงมาอีก ก็จะเจอวัดและค่ายบางกุ้งทางซ้ายมือ ถ้ามาวันหยุดดูง่ายเลย เพราะมีรถจอดเพียบ     วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน เคยตั้งค่ายบริเวณนี้เพื่อต่อต้านกองทัพพม่า จนทัพพม่าต้องถอยร่นไป แต่สิ่งที่คนจำวัดนี้ได้คงเป็นพระอุโบสถหลังเก่าที่ถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนทั่ว ชาวต่างชาติบางคนเรียกว่าเป็นโบสถ์ tomb rider ภายในโบสถ์ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี และมีภาพเขียนฝาผนังเก่า ที่เสียหายไปบ้างตามกาลเวลา ถ้ามาวันธรรมดา ภายในจะเงียบสงบและเย็นสบายมาก… Read More »

สงครามในประวัติศาสตร์

สงครามในประวัติศาสตร์ ในอดีตประเทศไทยมีสงครามเพื่อแย่งชิงอาณาเขตพื้นที่อยู่อาศัย ผู้คน และวิถีชิวิตความเป็นอยู่ กันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว ซึ่งความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทยเสมอมาก็คือประเทศไทยของเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดเลย การต่อสู้ของปู่ย่าตายายที่ทุ่มเท ทำเพื่อพวกเราลูกหลาน ต้องขอบคุณและสำนึกในการกระทำของวีรบุรุษและวีรสตรีเหล่านั้นอยู่เสมอ ท่านคือผู้บุกเบิกอนาคตที่ดีและสดใส ให้กับลูกหลานและสิ่งสำคัญคือ ทำให้เราชาวไทยอยู่ว่าเรารักกันมากแค่ไหน รู้ทั้งรู้ว่าสงครามมีความเสี่ยงมีโอกาสรอดแค่น้อยนิด แต่ก็พยายาม สู้หลังชนฝาเพื่อให้ได้มาซึ่งศักดิ์ศรีของคนไทย และประเทศไทยที่สงบสุขมาจนปัจจุบันนี้ สงครามการต่อสู้ทั้งหลายเกิดจากการทำเพื่อคนหมู่มากมาตลอดในอดีตแต่ในปัจจุบันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ไม่ใช่สวครามเพื่อกันและกันแต่เป็นสงครามเพื่อตนเอง ในยุคสมัยนี้คนไทยกับตีกัน ฆ่าฟันและสร้างเรื่องเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอยู่เสมอจนกลายเป็นเรื่องปกติ ความทรงจำที่ดีและสิ่งที่ปู่ย่าตายายท่านสร้างสมไว้ให้ ถูกทำลายด้วยฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ทำให้ย้อนคิดถึงความรู้สึกของการเสียสละแต่กับถูกลูกหลานมองเมิน ไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป ความน่ากลัวของมนุษย์สุดจะยากแม้หยั่งถึง เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนความน่ากลัวของคนไทยในสมัยนี้นั้นโหดร้าย รุนแรง เกินกว่าคนไทยควรทำกับคนไทยด้วยกัน จิตใจเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ การที่ทุกคนเห็นแก่ตัวต่อกันอาจไม่ได้สนใจว่าการเห็นแก่ผู้อื่นบ้างนั้นคือสิ่งที่ บรรพบุรุษของเราทำมาตลอดการเห็นอกเห็นใจซึ้งกันและกันสร้างสิ่งดีดีเสมอ หลายคนในปัจจุบันลืมเลือนความทรงจำดีดีของประวัติศาสตร์ชาติไทยไปจนจะหมดสิ้น น่าสงสารหากไร้ซึ่งแผ่นดินที่คนไทยด้วยกันรักกันเอง เป็นสิ่งที่หดหู่และน่าเศร้า ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร หากจากสิ่งที่สำคัญคือจิตใจที่ดีงาม ทุกคนควรรักกันให้เหมือนบรรพบุรุษของเรา ดูตัวอย่างที่ดี และน่ายกย่องเป็นอันดับแรกเสมอคิดกันให้เยอะๆคนไทยเรามีประเทศของเราไม่ใช่ใครมากดขี่ข่มเหงรังแก อย่างให้สิ่งรอบข้างหล่อหลอมสิ่งแย่ๆเข้ามาในตัวของเรา คนไทยต้องเข้มแข็งและหนักแน่นไว้เสมอ ให้เหมือนกับปู่ย่าตายายบรรพบุรุษ ทั้งวีรบุรุษและวีรสตรีทั้งหลาย อยากขอเป็นตัวแทนให้ทุกคนตรรหนักถึงปัญหาและช่วยกันแก้ไขอย่างมีสติรักกันไว้เถิด เพื่ออนาคตที่ดีของพวกเราชาวไทยทุกคน   ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

บุญคูณลาน

ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่ผู้คนต่างขะมักเขม้นในการทำงาน เพื่อจะให้ทันต่อการเก็บผลผลิต ซึ่งไม่ต่างจากชาวนา  ที่เร่งเกี่ยวข้าว มีการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในครอบครัวหรือในหมู่ญาติพี่น้อง มาลงแขกเกี่ยวข้าว หรือบางที่ที่ทันสมัยหน่อยก็จะใช้รถเกี่ยวข้าว ทำให้บางครั้งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนลดน้อยลง หลังจากได้ข้าวจากการเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือเก็บไว้ในสถานที่ที่ได้เตรียมไว้ แต่ต้องผ่านพิธีหรือประเพณีที่สืบทอดต่อมาจากคนรุ่นเก่า นั่นก็คือการทำบุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญให้ข้าว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของตลอดปีนั้น ข้าวที่ได้ผ่านการทำพิธีนี้ก็จะดี ใครได้รับประทานจะพบแต่โชคลาภ ร่างกายแข็งแรง ตามปกติแล้วมักจะทำกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนยี่ตามปฏิทินท้องถิ่น ซึ่งก่อนอื่นต้องมีการขอขมาแม่ธรณีก่อนนำข้าวขึ้นเล้า  ให้แม่ธรณีให้อภัยและย้ายแม่ธรณีออกจากพื้นที่ตรงนั้น และจะบอกกล่าวกับแม่โพสพ โดยมิส่งของที่ต้องเตรียมบูชา ดังนี้ ดอกไม้ ธูปเทียน ใบไม้ที่เป็นมงคล ใบยอ ใบขนุน ใบคูณ หลังจากนั้นก็จะนำไปใส่ไว้ในกระติ๊บข้าว เพื่อเป็นขวัญข้าว แล้วก็จะเชิญแม่ธรณีตรงลานเข้าออกไป จากนั้นก็จะนำเครื่องไหว้ไปไว้ตรงหน้าลอมข้าว (กองข้าวที่เตรียมไว้ที่ลาน) และก็จะตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของตนเอง เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้ก็จะนำฟางข้าวมัดกระติ๊บข้าวไว้กับไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลาว ตั้งเป็นสัญลักษณ์หน้าลาน ชาวนาก็จะเริ่มนวดข้าวได้ โดยการตีข้าวที่มัดเป็นฟ่อนๆ ซึ่งจะเรียงเป็นแถวสูงๆ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเรียง ทุกคนก็จะช่วยกันตีข้าวเพื่อให้ได้เมล็ดข้าว หลังจากนั้นก็จะบายศรีให้ข้าว จากการใช้ต้นอ้อย ต้นกล้วย มาปักทั้ง 4 มุม ของลานข้าว แล้วใช้สายสิญจน์พันรอบๆ เพื่อโยงมาถึงพระพุทธรูป ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการเชิญแขกมาร่วมพิธีและทำบุญ มีการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อมาให้พร… Read More »

ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ

การลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ เทศกาลลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟนี้ มีถิ่นกำเนิดมาจกจังหวัดสุโขทัย และยังเชื่ออีกว่าการลอยกระทงถือเป็นการขอขมาแก่แม่คงคา จึงได้จัดให้มีการเผาเทียนเล่นไฟในวันขึ้น15ค่ำ เดือน12 ของทุกปี และทางจังหวัดสุโขทัยจึงได้มีการจัดงานใหญ่โตในทุกปี ซึ่งจะมีร้านค้ามากมาย และจะแสดงถึงขนบธรรมเนียมของไทยในสมัยเก่า โดยได้จัดร้านค้าแบบจำลองในการซื้อขายของคนไทยที่จะต้องนำเงินไปแลกเป็นเบี้ยหอย แล้วจึงมาซื้อสินค้าได้ และยังจัดให้มีการโชว์ทำกระทงแบบในสมัยโบราญ อย่างกระทงพนมเบี้ย พนมหมาก พนมดอกไม้ และการทำโคมแขวนต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย ยังจำลองวิถีไทยการกินข้าวแบบในสมัยโบราญ โดยการนั่งล้อมวงลงที่พื้นกินข้าวกัน กิจกรรมในงาน                      กิจกรรมในงานทางจังหวัดสุโขทัยได้จัดให้มีการประกวดขบวนแห่ ประกวดนางนพมาศ และประกวดกระทง ประกวดโคมชัก โคมแขวนเกิดขึ้น และยังมีการแสดงแสง สี เสียง และจัดไฟประดับในสถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสุโขทัยอีกด้วย และจะมีการลอยประทีปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจากพระบรมศานุวงศ์ เพื่อเป็นฤกษ์ดี จัดให้มีการจุดดอกไม้ไฟจำนวนมาก และมีการประดับโคมไฟและประทีปตามสระน้ำต่างๆ ในสถานที่โบราญสถานที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยนับเป็นแสนๆดวงเลยทีเดียว จึงเป็นงานที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากอีกงานหนึ่งเลยทีเดียว ความเชื่อ                ความเชื่อของคนโบราญในการเผาเทียน เล่นไฟ คือการลอยประทีปลงสู่แม่เพื่อเป็นการขอขมาแก่พระแม่คงคาและถือเป็นการสะเดาเคราะห์ไปด้วยเลย เล่นไฟคือการจุดพลุ หรือดอกไม้ไฟนั่นเอง และโคมชัก โคมแขวนที่ทำขึ้นเพื่อบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงก็ยังมีคนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ใช้บูชารอยพระพุทธบาท และจะต้องใช้ฝีมือในการทำอย่างมาก เพราะจะต้องเป็นงานฝีมือและใช้ความประณีตในการทำอย่างมาก เทศการลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟของจังหวัดสุโขทัยก็จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา… Read More »

ประเพณีสงกรานต์

ประเพณีสงกรานต์  เป็นประเพณีที่คนไทยมีมาตั้งเเต่อดีต ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเเละความยอดฮิตติดอันดับเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นประเพณีที่สนุกมาก เพราะประเพณีสงกรานต์สิ่งของที่ต้องใช้ในการเล่นก็คือน้ำกับขัน ซึ่งการเกิดประเพณีเเบบนี้เป็นเพราะอากาศเมืองไทยมันร้อนมากด้วยส่วนหนึ่ง ประเพณีสงกรานต์มีตำนาน ทุกคนในอดีตจึงสืบทอดประเพณีเหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะประเพณีสงกรานต์สมัยนี้จะเห็นได้ว่ามีความสนุกคึกคัก เพราะมีทั้งเพลงเเด๊นซ์ การเต้นเเละความสนุกสนานในพวกวัยรุ่น สงกรานต์จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่นชอบมากที่สุดของวันหนุ่มสาว เพราะเดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าเเต่ก่อนเราเล่นกันอย่างเรียบร้อยไม่ได้ใช้น้ำเปลืองขนาดนี้ เล่นกันเเบบระมัดระวังตนเองเเละคนอื่น สมัยนี้เวลาเล่นสงกรานต์มักจะมีข่าวลวนลามผู้หญิงหรือการทะเลาะเบาะเเว้งกันในหมู่วัยรุ่น สมัยนี้จึงมีการป้องกันอย่างเเน่นหนาเพื่อความปลอดภัยในเทศกาล อีกส่วนหนึ่งคือการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมเทศกาลที่นั่น  เทศกาลสงกรานต์นั้นเหมือนกับวันรวมญาติในหลายๆครอบครัวเลยก็ว่าได้ เพราะบางคนมาทำงานในเมืองกรุง สงกรานต์เเล้วบริษัทไห้หยุดยาว8-9วัน คนบางส่วนก็ทยอยกลับบ้านตามต่างจังหวัดต่างๆเพื่อไปหาญาติพี่น้องของตัวเอง ซึ่งก่อนเทศกาลการเดินทางก็เริ่มจะหนาเเน่นอยู่พอสมควร เพราะคนนิยมกลับบ้านเกิดกันเยอะมาก ถนนเลยติดขัดเดินทางลำบาก ประเพณีสงกรานต์จะมี3วันนับตั้งเเต่วันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ส่วนวันสุดท้ายบางครอบครัวนั้นก็จะจัดงานรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไห้ตายายผูกข้อไม้ข้อมือก่อนกลับบ้าน การไปวันทำบุญ เพราะสงกรานต์นับว่าเป็นปีใหม่ไทยนั่นเอง สถานที่ยอดฮิตในปัจจุบันที่ใช้ในการเล่นสงกรานต์มีหลายที่ เช่น ถนนข้าวสาร พัทยา บางเเสน อีกอย่างยังมีการไหลด้วย การไหลคือใช้สำหรับการเล่นสงกรานต์วันสุดท้ายนั่นเอง  ซึ่งวันสุดท้ายคนจะเยอะกว่าปกติมากบางที่ก็มีคอนเสิร์ตศิลปินมาเล่นในงานนั้นๆด้วย อีกอย่างชาวต่างชาติก็ชื่นชมเเละสนใจประเพณีสงกรานต์ของบ้านเรามาก เพราะมันทั้งสนุก คลายเครียดเพราะได้เล่นน้ำเเละยังมีการจัดปาร์ตี้โฟมต่างๆที่เป็นที่นิยมอยู่ ณ ตอนนี้ด้วย ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เเต่ประเพณีสงกรานต์ก็ยังอยู่กับเวลาของเราในทุกๆปี เพราะเป็นประเพณีที่ยาวนานคนนิยมเล่นเยอะ สนุกสนาน ถือว่าเป็นเทศกาลที่สนุกที่สุดไม่ต่างจากเทศกาลอื่นๆเลย เทศกาลสงกรานต์มีทุกๆปีเพื่อไห้คนไทยได้สืบสานกันต่อไป เเละเวลาจะผ่านไปเเค่ไหน ประเพณีสงกรานต์ก็ยังจะอยู่คู่กับคนไทยไปอีกยาวนานเพื่อไห้สืบสานเทศกาลเเบบนี้ต่อไป

ประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ

ร่องรอยทางประวิตัศาสตร์กษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมัน ที่ได้เข้ามายึดแผนดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และได้มีประวิตัศาสตร์จารึกเป็นขอบเขตของเขมรโบราณและเป็นที่เราได้เสียแผนดินสมัยก่อนไปให้กับเขมรโบราณและยังมีแผนจารึกที่เป็นหลักฐานสำคัญของเขมรโบราณ  เส้นทางการเข้ามาของกษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมันได้เดินทางเข้ามาทางแม่น้ำโขงและได้เข้าสู่แม่น้ำมูและแม่น้ำชีแผนจารึกของพระองค์ประกอบด้วยจารึกถ้ำภูหมาไน จารึกปากโดมน้อย จารึกปากน้ำมูล จารึกวัดสุปัฏนาราม ๑จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อหาในจารึกจะกล่าวถึงการชัยชนะของพระองค์ที่มีต่อพื้นที่ต่างๆหลังจากนั้นก็ได้สร้างพระศิวลึงค์อันเป็นหนึ่งแห่งชัยชนะของพระองค์ไว้ที่แห่งนั้นด้วย จารึกของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ให้เห็นว่าราวพุทธศตวรรษที่12พื้นที่ภาคอีสานได้กลายเป็นขอบเขตขยายอำนาจการเข้ามาของกษัตริย์เขมรสมัยก่อนเมืองพระนครพายหลังพระเจ้ามเหนทรวรมัน อาณาจักรของเขมรเกิดความวุ่นวายอีกครั้งส่งผลให้พื้นที่ภาคอีสานได้ปรากฏจารึกของผู้ปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจปกครองได้อย่างอิสระจารึกเหล่านี้ส่งผลให้เห็นลักษณะทางการเมืองการปกครองของเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครที่ยังไม่เกิดการร่วมอำนาจที่มั่นคงและอำนาจของเขมรในดินแดนทางภาคอีสานจะขึ้นอยู่ที่กษัตริย์มีความเข้มแข็งและหากเมื่อไหร่ที่กษัตริมีความอ่อนแอหรือเกิดความวุ่นวายที่ราชธานีอำนาจที่อยู่เหนือทางภาคอีสานจะลดน้อยลงทำให้บ้านเมืองแห่งนี้จะมีอิสระปกครองตัวเองได้ในช่วงบางเวลา  ความขัดแย้งของอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพระนครพุทธศตวรรษที่15 18สิ้นสุดที่พระเจ้ามเหนทรวรมันที่2ทรงรวบร่วมดินแดนของเขมรที่ประกอบไปด้วยการเมืองต่างๆเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอันเป็นยุคเริ่มต้นอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพะนครร่วมถึงการนำแนวคิดลัทธิเทวราชามาปรับใช้ในการปกครองเขมรซึ่งจะเป็นแนวคิดการปกครองอาณาจักรหลายพระองค์ต่อๆมาในสำหรับภาคอีสานนั้นก็ได้พบจารึกเขมรโบราณอายุราวพุทธศตวรรษที่15 18ปรากฏพระนามของกษัตริย์เขมรเมืองพระนครหลายพระองค์ เช่นช่วง พุทธศตวรรษที่15ปรากฏพระนามของพระเจ้าอินทรวรมันที่1 พ.ศ.1420 1432 จารึกโนนสงจังหวัดยโธร จารึกพระเจ้ายโสวรมันที่1 พ.ศ.1432 14500จารึกปราสาทพนมวันที่1จังหวัดนครราชสีมา จารึกสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่2 พ.ศ.1466 1471จารึกบ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร และ จารึกบ้านพุทรา จังหวัดนครราชสีมาต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่16ปรากฏพระนามของพระเจ้าราเชนทรวรมัน1487 1511จารึกพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่5พ.ศ.1511 1543จารึกปราสาทเมืองแขก จังหวัดนครราชสีมา จารึกเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา จารึกอุบมุง จังหวัดอุบลราชธานี  

ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำลำตะคอง

ลำตะคองเป็นแม่น้ำสายสาขาของแม่น้ำมูลซึ่งได้คงความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ราบลุ่มบนริมฝั่งลำตะคองจึงได้ถูกจับจองสร้างเป็นชุมชนมนุษย์มานานหลายพันธุ์ปีก่อนได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปรงจนกลายมาเป็นเมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน สำหรับการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดนครราชสีมาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นลำดับสามารถเล่าเรียงให้ห็นถึงการพัฒนาการชุมชนโบราณมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์หลัฐานที่ได้ค้นพบที่มีความเก่าแก่ที่สุดได้พบอยู่บนเขาวัดเลิศสวัสดิ์(เขาจันทน์งาม)ในเขตอำเภอสีคิ้วนั้นก็คือเป็นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซึ่งได้มีอายุราวๆ3,000 4,000ปีภาพโบราณได้ถูกเขียนอยู่บนผนังเพลิงผาหินทรายขนาดใหญ่สูงจากพื้นราว3 – 4เมตรเป็นวิธีการเขียนภาพลงสีแดงมีทั้งแบบเงาทึบและภาพล่างของคนและสัตว์ซึ่งภาพคนจะมีส่วนขาใหญ่หรือที่เรียกว่าน่องโตอันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนภาพโบราณเช่นเดียวกันกับการประทับรอยฝามือ ซึ่งก็ได้พบเป็นรูปแบบที่กระจายมาตั้งแต่ กาญจนบุรี อุทัยธานี เรื่อยไปจนถึง อุดรธานี และ สกลนคร เนื่องหาของภาพเป็นเรื่องราวของคนหลายสิบคนที่เกี่ยวกับในสภาพของสังคมหรือในพิธีกรรมต่างๆซวึ่งก็ได้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเด็กในภาพนั้นมีคนถือธนูละยังมีภาพสัตว์ต่างๆอีกหลายชนิดซึ่งก็ได้บ่งบอกถึงในสภาพของสังคมในแหล่งโบราณคดีแถบนี้คือเป็นวัฒนธรรมหินสมัยใหม่มต่อเนื่องสำริดซึ่งมักจะตั้งชุมชนขนาดเล็ก ในเขตที่มีลำน้ำไหลผ่านรู้จักการทำนาและประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาล่าสัตว์ แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจอีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมาคือชุมชนเกษตรกรรมเก่าแก่อายุประมาณ3,000ปีที่บ้านปราสาทอำเภอเนินสูงหลักฐานที่ได้พบจากการขุดค้นชุมชนบ้านปราสาทได้มีจำนวนมา โดยเฉาพะโครงกระดูกมนุษย์พบเห็นอยู่มากประมาณ59โครงซึ่งก็ได้เชื่อว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้มันหน้าจะเป็นสุสานหรือเป็นหลุมฝังศพโครงกระดูกที่ค้นพบนั้นมีสภาพที่แตกต่างกันตั้งแต่ เมตรครึ่ง ไปจนถึง 5เมตรโดยมีการทำพภาชนะดินเผาขัดมันฝังลงไปรวมกับศพด้วยนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าชุมชนบ้านปราสาทโบราณหน้าจะเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ โดยมีวิวัฒนาการอย่าต่อเนื่องรู้ได้จากโบราณวัตถุที่ได้ค้นพบซึ่งก็ได้มีความแตกต่างในยุคสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผาปากแตภาชนะพิมายดำก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่นำเข้าเครื่องสำริดละเหล็กมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันและยังพบหลักฐานในช่วงเวลาสั้นๆอีกว่ามีการเติบในอารยธรรมทวารวดีและของขอมโบราณซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันราว2,000ปี