Category Archives: ตำนาน

ตํานานผีนางตานี

          สำหรับผีนางตานีนั้นคนไทยมีความเชื่อกันว่าเป็นผีของหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในต้นกล้วยซึ่งผีนางตานีนั้นจะมีลักษณะนิสัยทั้งนิสัยดีโอบอ้อมอารีคอยช่วยเหลือผู้คนและยังมีผีนางตานีที่มีความดุร้าย  แต่อย่างไรก็ตามแต่ไม่ว่าจะเป็นผีนางตานีที่ดุร้ายหรือผีนางตาดีที่ใจดีคอยช่วยเหลือผู้คนแต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่ากันว่านางจะมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม ทรวดทรงองเอว  แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป และที่สำคัญชุดที่นางตานีสวมใส่นั้นจะแตกต่างกับชาวบ้านและอื่นๆเนื่องจากว่านางตานีจะสวมชุดไทยบางคนเคยเห็นว่านางตานีนั้นสวมใส่เป็นชุดโจงกระเบนแต่บางคนก็เห็นนางตานีสวนใส่ผ้าถุงแต่ที่เหมือนกันเลยก็คือผ้าสไบของนางตานีนั้นจะต้องเป็นสีเขียวเพียงเท่านั้น             และสิ่งที่ร่ำลือถึงตำนานของนางปราณีนั่นก็คือนางตานีมักจะใช้ความสวยงามมาหลอกล่อชายหนุ่มให้หลงใหลเพื่อนำชายหนุ่มไปอยู่ด้วยกับตนเอง  อย่างไรก็ตามมีตำนานเล่าขานว่าหากชายใดก็ตามที่ได้มีโอกาสเจอนางตานีแล้วเกิดหลงรักนางตานีรวมถึงมีสัมพันธ์กับนางตานีแล้วจะไม่สามารถไปมีผู้หญิงคนอื่นได้อีกเพราะนางตานีนั้นเป็นผีผู้หญิงที่มีอารมณ์หัวรุนแรงเป็นอย่างมากว่ากันว่าเมื่อชายใด แอบนี้นางไปมีผู้หญิงคนอื่นนางจะไปตามฆ่าผู้ชายคนนั้นทันที          ดังนั้นตามตำนานโบราณจึงกล่าวได้ว่าหากใครก็ตามที่ได้มีโอกาสมีความสัมพันธ์กับนางตานีแล้วเราก็ชายผู้นั้นจะต้องเสียชีวิตทุกคนไปซึ่งเรื่องราวนี้จะมีการเล่าสืบทอดกันมาจากรุ่นปู่ย่าตายายมาสู่รุ่นหลานของตนเอง         อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้เกี่ยวกับเรื่องของผีของนางตานีนั้นไม่ค่อยพูดถึงกันมากนักส่วนใหญ่แล้วความเชื่อเกี่ยวกับผีของนางตานีนั้นจะค่อยๆลดลงและลืมเลือนไปเนื่องจากปัจจุบันไม่ค่อยมีใครปลูกต้นกล้วยตานีไว้ในพื้นที่บ้านของตนเองมากนักส่วนใหญ่ก็จะปลูกเป็นสวนและช่วงเวลายามค่ำคืนก็ไม่มีใครไปเดินในสวนให้ไม่มีใครเคยเห็นผีของนางตานีมานานแล้ว       ดังนั้นเรื่องราวความน่ากลัวของผีนางตานีจึงไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากนักยกเว้นว่านำมาเล่าเป็นนิทานบอกกล่าวให้ลูกหลานได้ฟังอันถึงความน่ากลัวของผีนางตานีเท่านั้นเอง      และอีกอย่างหนึ่งที่เราจะสามารถรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผีนางตานีได้นั่นก็คือการหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ตรวมถึงการดูละครหรือนิทานต่างๆที่มีการนำมาแสดงผ่านทางสื่อทีวีหรือสื่อผ่านระบบออนไลน์   สนับสนุนโดย   www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของนาตาลี

          เมื่อพูดถึงชื่อตุ๊กตาแอนนาเบลล์ เชื่อว่าหลายคนยังคงจำตำนานตุ๊กตาต้องคำสาปหรือตุ๊กตาผีสิงแอนนาเบลล์ได้เป็นอย่างดี แต่ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของนาตาลี ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นตุ๊กตาแอนนาเบลล์คนละตัวกันกับที่เราเคยได้ยินประวัติกันนะคะ เพราะตุ๊กตาแอนนาเบลล์ตัวนั้นถูกบาทหลวงจับขังเอาไว้ในกล่องและจัดเก็บอย่างดีเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และสำหรับตุ๊กตาตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของนาตาลี นี้มีเรื่องเล่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2016 เมื่อนางสาว นาตาลี เมลลอน จากเมืองกราสโกล ประเทศสก็อตแลนด์   นาตาลี  เมลลอนเธอได้นำตุ๊กตาโบราณซึ่งมีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปี โดยเธอเล่าถึงที่มาของตุ๊กตาตัวนี้ว่าเธอได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากพ่อบุญธรรมของเพื่อนของเธอคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาพบตุ๊กตาตัวนี้อยู่ในห้องใต้หลังคาของบ้านของพ่อของเพื่อน  ซึ่งพ่อบุญธรรมของเพื่อนได้มอบตุ๊กตาตัวนี้ให้กับนาตาลีก็เพราะว่า พวกเขารู้ว่า นาตาลี นั้นเป็นคนชอบของโบราณมาก พวกเขาจึงได้มอบให้เธอเป็นของขวัญเพราะพวกเขาคิดว่าเธอควรจะเก็บตุ๊กตาตัวนี้เอาไว้ดีกว่า เพราะพวกเขาเองก็ไม่ได้ชอบของโบราณสักเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากที่นาตาลีนำตุ๊กตามาไว้ที่บ้านวันแรกนั้นเธอก็นึกกลัวตุ๊กตาตัวนี้อยู่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามเธอได้ตั้งชื่อตุ๊กตาตัวนี้ว่าแอนนาเบลล์  และตั้งแต่นาตาลีเอาตุ๊กตาแอนนาเบลล์มาไว้ในบ้านเธอก็เริ่มรับรู้ถึงความแปลกประหลาด เช่นครั้งนึ่งเพื่อนของเธอมาหาเธอที่บ้านและพวกเขาได้ยินคนเดินอยู่ด้านนอกของห้องนอนทั้งที่ไม่ได้มีใครอยู่ในบ้านอีกแล้ว และเมื่อเปิดประตูห้องนอนก็พบว่ามีตุ๊กตาแอนนาเบลล์ยืนอยู่ที่หน้าห้องนอน และสิ่งที่ผิดปกติยังมีอีกมาก เช่นทุกครั้งที่เธอเอาตุ๊กตาแอนนาเบลล์ไปไว้ในห้องนอน หมาของเธอจะไม่ยอมเข้าไปในห้องนอนของเธอเลย และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอนั้นถ่ายรูปตัวเองนั้น เธอเห็นว่าตู้ด้านหลังของเธอประตูตู้เปิดออกเองได้ และเธอเห็นมีดเล่มหนึ่งลอยออกมาด้วย และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นาตาลี จึงได้ตัดสินใจนำตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ไปเก็บไว้ที่ห้องใต้ดิน และไม่นำเอาออกมาไว้ด้านนอกอีกเลย และตั้งแต่ ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ไปอยู่ที่ห้องใต้ดินของบ้านเธอ ตัวเธอและคนในครอบครัวก็ไม่เคยเจอกับเหตุการณ์ที่มีความแปลกประหลาดอีกเลยเช่นเดียวกัน    ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ufabetcn

ตำนานย่านผีเฮี้ยนที่หมู่บ้านพลัคลีย์

สำหรับหมู่บ้านพลัคลีย์ นี้อยู่ในประเทศอังกฤษ  มีตำนานเล่าถึงหมู่บ้านพลัคลีย์ นี้มาอย่างยาวนานแล้วว่าเป็นหมู่บ้านที่มีดวงวิญญาณออกมาคอยหลอกหลอนผู้คนยามค่ำคืนเป็นผีของผู้ชายคนหนึ่งที่มักตกตึกแล้วจะออกมากรีดร้องโหยหวนจนชาวบ้านต่างก็พากันหวาดกลัว ว่ากันว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีผีแค่ตัวเดียวเท่านั้นแต่มีหลายตัวเลยทีเดียว ซึ่งตัวแรกนั้นเสียชีวิตจากการที่เขานั้นทำงานก่อสร้างอยู่แล้วพลัดตกลงมาจากที่สูงและเสียชีวิตคาที่ทันทีกับอีกคนนึงเป็นวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขานั้นถูกฆ่าตายด้วยการเอามีดปักกลางของเขาและตรึงร่างของเขาไว้กับต้นไม้ นอกจากผี 2 ตนนี้แล้วยังมีคนเห็นผีของครูใหญ่ซึ่งเป็นครูที่สอนในโรงเรียนในหมู่บ้านแห่งนี้ได้มีการผูกคอตายอยู่ที่โรงเรียนหลังจากที่ตายแล้ววิญญาณของครูใหญ่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านชาวบ้านมักจะเห็นวิญญาณของครูใหญ่คอยเดินวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านตลอดทุกค่ำคืน   ซึ่งชาวบ้านบอกว่าในช่วงยามค่ำคืนทุกคนจะต้องรีบพากันปิดประตูหน้าต่างของบ้านและไม่ออกไปไหนในเวลายามค่ำคืนเพราะถ้าออกมาแล้วเราก็ก็มักจะพบเห็นผีทั้ง 3 ตัวสลับวนเวียนคอยให้เห็นอยู่เป็นประจำเรียกได้ว่าทุกค่ำคืนจะมีผีสลับหน้าตาออกมาคอยหลอกหลอนชาวบ้านจนไม่มีใครกล้าที่จะเดินออกมาเดินเล่นในช่วงเวลากลางคืนกันอีกเลย ซึ่งเรื่องเล่าความเฮี้ยนนี้ยังคงมีการพูดถึงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ทำให้หมู่บ้านพลัคลีย์  กลายเป็นหมู่บ้านที่ติดอันดับในเรื่องของความเฮี้ยนของผี 1 ใน 10 ที่มีผีน่ากลัวคอยหลอกหลอนชาวบ้านในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้           สำหรับเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของผีใน หมู่บ้านพลัคลีย์ นี้ ปัจจุบันไม่ค่อย มีใครพูดถึงกันมากแล้วเพราะเรื่องราวก็ผ่านกันมานานแล้วและปัจจุบันก็ไม่มีใครเห็นวิญญาณของผีทั้ง 3 ตนออกมาหลอกหลอนผู้คนกันอีกแล้วดังนั้นเรื่องเล่านี้จึงเป็นเพียงแค่ตำนานที่มีการพูดถึงของคนในสมัยอดีตเท่านั้นซึ่งปัจจุบันหมู่บ้านพลัคลีย์ เป็นหมู่บ้านที่ผู้คนต่างก็พากันออกมาเดินเที่ยวเล่นกันในยามค่ำคืนได้แล้ว          และเรื่องเล่าเกี่ยวกับความน่ากลัวของผีในหมู่บ้านแห่งนี้ถ้าถามคนในปัจจุบันที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นก็คงจะไม่มีใครรู้จักกันแล้วแต่ถ้าถามคนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านก็ยังคงมีเรื่องเล่าจากคนเก่าคนแก่ที่เคยได้ยินเรื่องเล่าหรืออาจจะเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์จริงเราเรื่องราวความน่ากลัวของผีทั้ง 3 ตนให้คุณได้ฟังก็ได้     ได้รับการสนับสนุนโดย       ีดฟิำะ

ประวัติหลวงปู่ทวดตอนเหยียบน้ำทะเลจืด

         วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องประวัติของหลวงปู่ทวดที่มีการเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ที่มีการเล่าขานกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการพูดถึงกันอยู่และถ้าหากใครก็ตามที่มีเหรียญของหลวงปู่ทวดอยู่ในครอบครองแล้วเราก็เรียกได้ว่าคนกำลังรวยเป็นมหาเศรษฐีเลยทีเดียวเพราะเหรียญของหลวงปู่ทวดนั้นเป็นที่ต้องการของคนที่นิยมเล่นพระกันเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันราคาของหลวงปู่ทวดถ้าเป็นรุ่นแรกๆและเป็นของแท้ก็ราคาหลักล้านถึงหลักสิบล้านเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวดที่มีการพูดถึงแก่นมาก็คือการที่หลวงปู่ทวดนั้นสามารถเหยียบน้ำทะเลที่เค็มให้กลายเป็นน้ำจืดได้โดยมีการเล่าเรื่องของหลวงปู่ทวดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อหลวงปู่ทวดนั้น มีการบวชเป็นพระสงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วและต้องการที่จะเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งซึ่งหลวงปู่ทวดนั้นได้อาศัยเรือสำเภาของพ่อค้าเพื่อที่จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปอีกเมืองหนึ่งนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามในระหว่างที่มีการล่องเรือกันอยู่นั้นเองเกิดพายุพัดโหมรุนแรงขึ้นทำให้พายุนั้นได้พัดข้าวของที่อยู่บนเรือกระจัดกระจายตกลงในทะเลและหนึ่งในนั้นก็คือน้ำดื่ม ซึ่งชาวเรือได้มีการเตรียมเอาไว้และแน่นอนว่าเมื่อไม่มีน้ำดื่มขณะที่อยู่กลางทะเลทำให้ชาวเรือต่างก็รู้สึกไม่พอใจและต่างก็โทษกันว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุพัดข้าวของตรงกลางทะเลนั่นก็เพราะว่ามีพระสงฆ์ติดเรือมาด้วยซึ่งทุกคนพากันมองว่าหลวงปู่ทวดนั้นเป็นคนที่ทำให้เกิดพายุอย่างไรก็ตามทาง หัวหน้าเรือได้สั่งให้ลูกน้องนำเรือเล็กออกไปส่งหลวงปู่ทวดให้ขึ้นฝั่งเราไม่ต้องการที่จะให้ร่วมทางไปด้วยอีกต่อไป ในระหว่างที่หลวงปู่ทวดลงไปอยู่ในเรือลำเล็กนั่นเองหลวงปู่ทวดได้ใช้เท้าข้างหนึ่ง ยื่นออกไปในทะเลหลังจากนั้นก็บอกให้ชาวเรือคนที่จะพายเรือไปส่งนั้นให้ตักน้ำบริเวณนั้นขึ้นมากินเมื่อชายคนดังกล่าวนั้นได้มีการตักน้ำมากินก็รู้สึกว่าน้ำทะเลตรงนั้นเป็นน้ำจืดจึงได้ร้องบอกให้หัวหน้าของตนเองนั้นได้ฟัง ซึ่งหลายคนก็ไม่มีใครเชื่อแต่เมื่อได้ลองชิมน้ำดูแล้วก็ปรากฏว่าน้ำทะเลตรงบริเวณนั้นจืดจริงๆทุกคนจึงได้รู้ถึงความอัศจรรย์และอภินิหารที่หลวงปู่ทวดมีจึงได้อัญเชิญหลวงปู่ทวดขึ้นเรือเพื่อที่จะไปส่งหลวงปู่ทวดตามจุดหมายปลายทางที่หลวงปู่ทวดอยากเดินทางโดยทางเรือนั้นได้มีการตักน้ำตรงบริเวณดังกล่าวขึ้นมาบนเรือ เพื่อเป็นน้ำเอาไว้สำหรับตื่นในการล่องเรือในครั้งนั้นและเรื่องราวนี้ก็มีการกล่าวขานการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่าหลวงปู่ทวดนั้นสามารถที่จะเหยียบน้ำทะเลที่เค็มให้กับเป็นน้ำจืดและนำมาดื่มกินได้นั่นเอง     สนับสนุนเรื่องราวโดย  จีคลับคาสิโนออนไลน์

ปีศาจเหนียน ที่ทำให้เรามี วันตรุษจีน ในทุกวันนี้

เพื่อนๆหลายคนเคยได้ยินประวิต ปีศาจเหนียน กันบ้างรึเปล่า เพราะปีศาจเหนียน เป็นต้นกำเนิดของวันตรุษจีนเลยนะ เรามาฟังเรื่องของปีศาจเหนียนกันดีกว่า วันตรุษจีน เป็นวันสำคัญของชาวจีนมาช้านาน และมีที่เล่าขานกันมาว่า การที่มีวันตรุษจีนแบบทุกวันนี้ที่ มีป้ายสีแดงติดหน้าบาน จุดประทัด หรือ จุดโคมไฟ นั้น เพราะปีศาจเหนียน นั้นเอง ชาวจีนจะเรียนกันสั้นๆว่า เหนียน ซึ่ง เหนียน คือสัตว์โบราณที่ดุร้ายจะออกมา 1 วันใน 365 วัน เพื่อมาล่าผู้คนเพื่อกินเป้นอาหาร และด้วยรูปลักษณ์นั้นดูร่างใหญ่ หน้าตาดุดัน และที่ขนรุงรัง เล็บยาว มีสีขาและมีนิสัยที่ดุร้าย และชอบทำร้ายผู้คน ซึ่งเหนียนจะมาในช่วงค่ำคืน และมาในช่วงเข้าฤดูใบไม้ผลินั้นเอง และชาวจีนจะนอนไม่หลับตลอดคืน ค่อยหลบอยู่ในบ้าน เพื่อระวังตัวและหลบซ้อนจากเหนียนนั้นเอง ซึ่งตัวเหนียนเอง มักจะบุกไปตามหมู่บ้าน เพื่อไปล้าเหยื่อ ทุกวันที่ 30 เดือน 12 ทุกประตูบานจะปิดเงียบและทำตัวเหมือนไม่มีใครอาศัยอยู่ในบ้านนั้นเอง และหากผ่านคืนนั้นไปได้ จะเป็น วันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 นั้นเอง และชาวบ้านจะออกมาอวยพร… Read More »

บัวลอยที่คลองบางกอกน้อย เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

อีกหนึ่งตำนานที่เป็นเรื่องสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดกรุงเทพมหานครเขตธนบุรีที่ต้องนำมาพูดถึงกันในครั้งนี้คงหนีไม่พ้นตำนานบัวลอยซึ่งบัวลอยในที่นี้เป็นชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งโดยเธอนั้นมีบ้านอยู่ในเขตอาศัยพื้นที่แถวบริเวณบางกอกน้อยสำหรับตำนานบัวลอยนั้นชาวบ้านมีการเล่าลือกันว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อว่าบัวลอยเธอกำลังท้องแก่ใกล้คลอด ซึ่งสามีของเธอนั้นก็รักเธอเป็นอย่างมากไม่อยากจะให้เธอทำงานหนักแต่เธอก็ดื้อรั้นอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของสามีและเธอนั้นมีฝีมือในการทำอาหารและขนมเธอจึงได้ทำขนมขายโดยพายเรือขายในคลองบางกอกน้อยซึ่งเธอจะต้องแอบสามีไปขายเป็นประจำทุกวันเนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ยอมให้เธอทำงานขนมที่เธอขายนั้นเธอขายขนมบัวลอยจนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าชื่อของเธอนั้นคือบัวลอยซึ่งเธอขายได้ดีทุกวันแต่เราอยู่มาวันหนึ่งมือถือออกไปขายขนมบัวลอยตามปกติเธอก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลยสามีของเธอที่ออกตามหาเธอไปทั่วจนสุดท้ายผู้คนก็พบว่าเธอเสียชีวิต ด้วยการตกน้ำตายในคลองบางกอกน้อยนั้นเองจบของเธอลอยขึ้นมาหลังจากที่เธอหายตัวไปประมาณ 3 วันหลังจากนั้นสามีของเธอและชาวบ้านก็ช่วยกันนำศพของบัวลอยขึ้นมาทำพิธีทางศาสนาแต่เนื่องจากว่าความเชื่อของคนในสมัยโบราณนั้นมีความเชื่อที่ว่าหากหญิงท้องแก่เสียชีวิตเป็นการเสียชีวิตแบบผิดปกติถือว่าเป็นการเสียชีวิตแบบตายโหง จะไม่นิยมเขาแต่จะนิยมในการฝังเพียงเท่านั้นสามีของบัวลอยจึงได้นำร่างของบัวลอยมาฝังไว้บริเวณริมคลองบางกอกน้อยนั่นเองและนับตั้งแต่ที่มีการทำพิธีฝังศพบัวลอยแล้วชาวบ้านบางคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความเฮี้ยนของผีตายโหงจึงได้เดินทางมาขอหวยกับผีของบัวลอยซึ่งบัวลอยก็ไม่เคยทำให้ชาวบ้านผิดหวังเพราะชาวบ้านต่างก็พากันถูกหวยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในทุกวันที่ใกล้วันหวยออกชาวบ้านก็จะมาที่หลุมฝังศพของบัวลอยกันอย่างหนาแน่นเพื่อมาทำการขอหวยแต่เราอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนพบว่าหลุมฝังศพของบัวลอยนั้นถูกขุดขึ้นมาและศพของบัวลอยหายไปซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าศพของบัวลอยนั้นน่าจะถูกเจ้ามือหวยคนใดคนหนึ่งมาขุดเอาไปเผาและทำพิธีสะกดวิญญาณเพราะว่าตั้งแต่มีศพของบัวลอยมาให้หวยชาวบ้านก็ทำให้เจ้ามือหวยนั้น พากันเจ๊งกันเป็นแถบและนับตั้งแต่ศพของบัวลอยหายไปก็ไม่มีใครพบหรือเจอศพของบัวลอยอีกเลยและไม่สามารถจับได้ว่าใครเป็นผู้ที่ขโมยศพของบัวลอยไปและหลังจากนั้นเรื่องราวของบัวลอยก็ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา   ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ดาวน์โหลด Gclub

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ อาถรรพ์แมวดำ

          หลายคนชอบเลี้ยงแมวเจ้าแมวนั้นเป็นสัตว์ขี้อ้อนและหน้าตาน่ารักแต่ก็มีแมวบางสายพันธุ์ซึ่งมันจะมีสีดำทั้งตัวขนของมันจะสั้นทำให้บางคนที่เห็นแมวดำแล้วมีความรู้สึกว่าแมวดำนี้เป็นสัตว์ที่มีความลึกลับน่ากลัว ในสมัยโบราณนั้นมนุษย์เรามีความเชื่อและความผูกพันเกี่ยวกับแมวดำมาเนิ่นนาน สำหรับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยโบราณหรืออาจจะลากมาจนถึงปัจจุบันนี้คนไทยนั้นมักมีความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำว่าเป็นตัวแทนของ ความศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ มีความเชื่อกันอยู่ว่าหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวจะมีความบาปมาก โดยมีความเชื่อกันว่าหากใครก็ตามฆ่าแมว 1 ตัวเปรียบได้กับคนคนนั้นฆ่าสามเณร 1 รูปเลยทีเดียวอีกครั้งแมวดำนั้นชาวบ้านคนไทยยังมีความเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของสิ่งเร้นลับ และยังเป็นตัวแทนของรางร้ายซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นเชื่อกันว่าหากมีแมวดำกระโดดข้ามโลงศพ วิญญาณของคนตายที่ถูกแมวดำกระโดดข้ามโลงศพนั้นก็จะกลายมาเป็นวิญญาณที่มีความดุร้ายและเฮี้ยนจะคอยออกมาหลอกหลอนผู้คนและทำร้ายผู้คน เกี่ยวกับเรื่องราวของแมวนั้นมีการว่ากันว่าแต่ก่อนนั้นแมวเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าต่อมาก็ย้ายมาอยู่อาศัยกับมนุษย์ จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน อย่างเช่นประเทศอียิปต์นั้นในสมัยโบราณผู้คนต่างพากันนับถือแมวดำเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าแมวดำของประเทศอียิปต์นั้นประชาชนเชื่อกันว่ามันคือตัวแทนของเทวีบาสเต็ด ดังนั้นผู้คนจึงเคารพบูชาแมวดำเป็นอย่างมาก  สำหรับรูปร่างของเทวีบาสเต็ดนั้น จะมีรูปร่างเหมือนคนแต่มีหัวเหมือนคล้ายกับสิงห์ ซึ่งเทวีองค์นี้จะเป็นตัวแทนปกป้องเกี่ยวกับเรื่องของภยันตรายต่างๆ และแมวถือได้ว่าเป็นบริวารของเทวีองค์นี้ดังนั้นหากใครก็ตามที่มีการดูแลแมวเป็นอย่างดีก็จะได้รับการปกป้องจากเทวีองค์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน และหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวก็จะถูกเทวีองค์นี้ลงโทษอย่างหนักเช่นเดียวกัน ทางด้านฝั่งยุโรปนั้นมีความเชื่อกันเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นคือที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้ายอย่างเช่นแม่มด ซึ่งเป็นตัวแทนของมนต์ดำและซาตาน ในสมัยยุคกลางคนในประเทศยุโรปแต่มีการเชื่อกันว่าหากผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มีการเลี้ยงแมวดำเอาไว้และประพฤติตัวหรือทำตัวลึกลับซับซ้อนแสดงว่าคนคนนั้นคือแม่มด พวกเขาจะถูกชาวบ้านล่าตัวและจับไปลงโทษอย่างทรมาน  ในขณะเดียวกันสำหรับทางด้านประเทศอินเดียโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นเป็นสัตว์เป็นพาหนะของพระษัษฐี  ซึ่งเธอคือเทวีแห่งความตายของทารกหรือที่เราเรียกกันว่าแม่ซื้อประจำตัวเด็กนั่นเอง ซึ่งคนอินเดียโบราณมีความเชื่อกันว่าหากแมวดำไปอยู่ใกล้บริเวณบ้านหลังไหนแสดงว่าวิญญาณของ พระษัษฐี กำลังมาที่บ้านหลังดังกล่าวและอีกไม่นานคนในบ้านหลังนั้นก็จะต้องมีคนเสียชีวิตอย่างแน่นอน ดังนั้นชาวอินเดียเมื่อจะมีการประกอบพิธีงานศพจึงมักจะต้องมีการขับไล่แมวดำที่มาป้วนเปี้ยนแถวบริเวณงานศพออกไปเพื่อป้องกันการเกิดอาถรรพ์นั่นเองสำหรับอาถรรพ์แมวดำยังมีอีกมากมายหลายประเทศที่มีความเชื่อแตกต่างกันแต่ส่วนใหญ่แล้วแมวดำนั้นก็คือความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความโชคไม่ดีและความโชคร้ายนั่นเอง        สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ตำนานความรักของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดและหญิงหม้าย วอลลิส ซิมป์สัน

         สำหรับเรื่องราวความรักที่กำลังจะเล่าดังต่อไปนี้เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงในราชวงศ์อังกฤษซึ่งในขณะนั้นใครหลายๆคนต่างก็พากันแปลกใจมากที่เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดยอมสละความสุขส่วนตัวสละพระราชบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ที่ตนเองกำลังมีอยู่มาแต่งงานกับหญิงหม้ายซึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกันสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเป็นเรื่องราวความรักที่ถือว่าโรแมนติกมาก สำหรับคนรุ่นหลังที่จะมีเจ้าชายสักคนนึงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนเองรัก ซึ่งคงหาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบันนี้  สำหรับเรื่องราวความรักของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่พระองค์นั้นเพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ได้ยังไม่ถึง 1 ปีเต็มเลยแต่ในขณะที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในขณะนั้นพระองค์ได้ไปพบกับหญิงสาวคนหนึ่งเธอมีชื่อว่า  วอลลิส ซิมป์สันเธอเป็นหญิงสาวที่น่ารักอ่อนหวานเรียบร้อยในสายตาของพระองค์พระองค์ต้องงานแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สัน ซึ่งเป็นคนที่พระองค์รักแต่เนื่องจาก วอลลิส ซิมป์สัน ไม่ใช่คนอังกฤษเธอไม่ได้มีสัญชาติอังกฤษ จึงทำให้หากแต่งงานกับเจ้าฟ้าชาย AdWords แล้วเธอก็ยังไม่สามารถที่จะขึ้นมาเป็นพระราชินีเคียงคู่กับเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดได้อยู่ดีและยิ่งเธอมีประวัติว่าเธอเคยแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้งและเลิกรากับสามีไปขึ้นสถานะปัจจุบันของเธอกลายเป็นผู้หญิงหม้ายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วทำให้ข้าราชบริพารส่วนใหญ่ต่างก็ไม่พอใจและไม่ยอมรับในตัววอลลิส ซิมป์สันในที่สุดเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งขณะนั้นกำลังดำรงตำแหน่งในการขึ้นครองราชวงศ์อังกฤษอยู่ได้มีการออกมาประกาศสละราชบัลลังก์ของพระองค์โดยพระองค์ต้องการที่จะไปแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สัน และใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายซึ่งในครั้งนั้นข้าราชบริพารทุกคนต่างก็พากันพูดยับยั้งไม่ให้พระองค์สละราชสมบัติแต่อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็สามารถที่จะสละราชสมบัติได้ดั่งที่ตั้งใจหลังจากที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระมหากษัตริย์ดูแลราชวงศ์อังกฤษแล้วพระองค์จึงได้ไปสู่ขอวอลลิส ซิมป์สัน เพื่อแต่งงานโดยทั้งคู่นั้นจัดพิธีแต่งงานกันอย่างเรียบง่ายงานแต่งงานของทั้งคู่นั้นไม่ได้ใหญ่โตหรูหราแต่อย่างไร แต่ทั้งคู่ก็มีความสุขกันมากหลังจากทั้งคู่แต่งงานกันแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสและใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุขซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้นเสียชีวิตเมื่อประมาณวันที่ 28 เดือนพฤษภาคมปี  คศ 1972 ในขณะที่ภรรยาของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้นก็คือนางวอลลิส ซิมป์สัน ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 24 เมษายนปีค.ศ 1986 นั่นเอง     สนับสนุนโดย  holiday palace สมัคร

ตำนานความรักของผาแดง-นางไอ่

       สำหรับตำนานความรักของผาแดงนางไอ่นั้นเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างเพราะนอกจากจะมีการเล่าขานจากปู่ย่าตายายให้ฟังแล้วเรื่องนี้ยังเคยมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ชมกันได้อีกด้วยซึ่งเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นตำนานที่เป็นบ่อเกิดของจังหวัดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยโดยตำนานความรักของนางไอ่กับท้าวผาแดงนั้นเกิดขึ้น   เป็นเรื่องราวของความรักของพระธิดาของพระยาขอมเดิมมีชื่อว่า ไอ่คำ  จะเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามมากและเป็นที่สนใจของบรรดาเจ้าชายจากเมืองต่างๆมากมายดังนั้นพญาขอมจึงได้มีการตั้งกฎกติกาขึ้นมาเพื่อที่จะคัดเลือกคนที่จะมาเป็นลูกเขยโดยมีการกำหนดว่าจะต้องมีการแข่งขันการจุดบั้งไฟกันซึ่งในตอนนั้นเองท้าวพังคีซึ่งเป็นพญานาคได้ขึ้นมาท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์และได้ยินคำร่ำลือถึงความงดงามของพระธิดาไอ่คำท้าวพังคีจึงอยากรู้ว่าพระธิดาไอ่คำจะสวยงดงามสมคำร่ำลือ หรือไม่จึงได้มีการจำแลงกายเป็นกระรอกเผือกหวังที่จะมาแอบดูพระธิดาไอ่คำและเมื่อท้าวพังคีได้เห็นหน้าพระธิดาไอ่คำก็ตกหลุมรักในทันทีถึงไม่ยอมกลับไปยังเมืองบาดาลแต่ยังคงอยู่ที่โลกมนุษย์และยังคงแปลงกายเป็นกระรอกเผือกเพื่อหวังที่จะอยู่ใกล้กับพระธิดาไอ่คำหญิงสาวที่ตนเองนั้นตกหลุมรักซึ่งได้มีชาวบ้านมาพบเห็นกระรอกเผือกจึงได้มีการนำธนูมายิงกระรอกเผือกจนเสียชีวิต เนื่องจากตัวกระรอกเผือกนั้นมีลักษณะที่ตัวใหญ่มากทำให้ชาวบ้านนั้นนำกระรอกเผือกมาปรุงอาหารและแบ่งกันกินซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างก็พากันกินกระรอกเผือกตัวดังกล่าวและระหว่างที่กระรอกเผือกกำลังถูกชาวบ้านกินอยู่นั้นพ่อของท้าวพังคีซึ่งเป็นพญานาคก็ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้ท้าวพังคีนั้นโกรธมากจึงได้มายังโลกมนุษย์ และแปลงกายเป็นพญานาคพ่นน้ำใส่เมืองมนุษย์ตรงบริเวณที่มีชาวบ้านที่กินกระรอกเผือกทำให้บ้านเมืองตรงบริเวณนั้นน้ำท่วมเมืองทำให้เมืองทั้งเมืองนั้นอยู่ใต้น้ำกลายเป็นเมืองใต้บาดาลทันทีจนในที่สุดบริเวณดังกล่าวก็เรียกว่าเมืองหนองหาน สำหรับปัจจุบันนั้นเมืองหนองหานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาเที่ยวกันแต่ว่าเมืองหนองหานนั้นจะมีอยู่ 2 จังหวัด ซึ่งจะมีอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีและอีกที่หนึ่งนั้นก็อยู่ที่จังหวัดสกลนครแต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการบอกมาจากตำนานว่าหนองหารที่มีการถูกถล่มเมืองนั้นเป็นจังหวัดอะไรกันแน่ซึ่งปัจจุบันเรื่องเล่าของผาแดงนางไอยังคงมีเล่าขานกันสืบมาและผู้คนต่างก็พากันไปเยี่ยมหนองหารโดยส่วนใหญ่แล้วจะไปที่จังหวัดอุดรธานีเพราะที่นั่นจะมีการปลูกบัวเป็นสระหนองหารซึ่งบัวที่ปลูกนั้นจะเป็นบัวแดงทำให้ที่สนองหานั้นชาวบ้านต่างก็เรียกกันว่าทุ่งบัวแดงซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดีมากในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาดูความสวยงามของดอกบัวแดงนี้กันมาก     สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์