Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2020

ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำลำตะคอง

ลำตะคองเป็นแม่น้ำสายสาขาของแม่น้ำมูลซึ่งได้คงความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ราบลุ่มบนริมฝั่งลำตะคองจึงได้ถูกจับจองสร้างเป็นชุมชนมนุษย์มานานหลายพันธุ์ปีก่อนได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปรงจนกลายมาเป็นเมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน สำหรับการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดนครราชสีมาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นลำดับสามารถเล่าเรียงให้ห็นถึงการพัฒนาการชุมชนโบราณมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์หลัฐานที่ได้ค้นพบที่มีความเก่าแก่ที่สุดได้พบอยู่บนเขาวัดเลิศสวัสดิ์(เขาจันทน์งาม)ในเขตอำเภอสีคิ้วนั้นก็คือเป็นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซึ่งได้มีอายุราวๆ3,000 4,000ปีภาพโบราณได้ถูกเขียนอยู่บนผนังเพลิงผาหินทรายขนาดใหญ่สูงจากพื้นราว3 – 4เมตรเป็นวิธีการเขียนภาพลงสีแดงมีทั้งแบบเงาทึบและภาพล่างของคนและสัตว์ซึ่งภาพคนจะมีส่วนขาใหญ่หรือที่เรียกว่าน่องโตอันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนภาพโบราณเช่นเดียวกันกับการประทับรอยฝามือ ซึ่งก็ได้พบเป็นรูปแบบที่กระจายมาตั้งแต่ กาญจนบุรี อุทัยธานี เรื่อยไปจนถึง อุดรธานี และ สกลนคร เนื่องหาของภาพเป็นเรื่องราวของคนหลายสิบคนที่เกี่ยวกับในสภาพของสังคมหรือในพิธีกรรมต่างๆซวึ่งก็ได้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเด็กในภาพนั้นมีคนถือธนูละยังมีภาพสัตว์ต่างๆอีกหลายชนิดซึ่งก็ได้บ่งบอกถึงในสภาพของสังคมในแหล่งโบราณคดีแถบนี้คือเป็นวัฒนธรรมหินสมัยใหม่มต่อเนื่องสำริดซึ่งมักจะตั้งชุมชนขนาดเล็ก ในเขตที่มีลำน้ำไหลผ่านรู้จักการทำนาและประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาล่าสัตว์ แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจอีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมาคือชุมชนเกษตรกรรมเก่าแก่อายุประมาณ3,000ปีที่บ้านปราสาทอำเภอเนินสูงหลักฐานที่ได้พบจากการขุดค้นชุมชนบ้านปราสาทได้มีจำนวนมา โดยเฉาพะโครงกระดูกมนุษย์พบเห็นอยู่มากประมาณ59โครงซึ่งก็ได้เชื่อว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้มันหน้าจะเป็นสุสานหรือเป็นหลุมฝังศพโครงกระดูกที่ค้นพบนั้นมีสภาพที่แตกต่างกันตั้งแต่ เมตรครึ่ง ไปจนถึง 5เมตรโดยมีการทำพภาชนะดินเผาขัดมันฝังลงไปรวมกับศพด้วยนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าชุมชนบ้านปราสาทโบราณหน้าจะเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ โดยมีวิวัฒนาการอย่าต่อเนื่องรู้ได้จากโบราณวัตถุที่ได้ค้นพบซึ่งก็ได้มีความแตกต่างในยุคสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผาปากแตภาชนะพิมายดำก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่นำเข้าเครื่องสำริดละเหล็กมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันและยังพบหลักฐานในช่วงเวลาสั้นๆอีกว่ามีการเติบในอารยธรรมทวารวดีและของขอมโบราณซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันราว2,000ปี

ประเพณีภาคใต้

ประเพณีแข่งขันตีโพน สำหรับประเพรณีแข่งขันตีโพนนั้นจะมีวันเริ่มขึ้นเมื่อตั้งแต่ปลายเดือน10จนถึงแรม1ค่ำเดือน11และได้จัดควบคู่ไปกับประเพณีลากพระในวันออกพรรษาก่อนที่จะถึงวันแข่งขันสำหรับเหล่านักตีโพนต่างก็ขยันกันในช่วงของสิ่งประดิษฐ์เพื่อที่จะได้เสียงของโพนนั้นออกมาอย่างดีที่สุดและมีเสียงที่เพราะมากที่สุดและได้เลือกเอาไม้เนื้อแข็งตาลโตนดจำปาป่าขนุนป่าแกะสลัดเป็นรูปวงกลมคล้ายกับอกไก่และใช้หนังควายแก่ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เพราะมันจะมีความเหนียวและทนทานใช้เป็นหนังหุ้มโพนของพัทลุงและจึงได้มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยการที่พิถีพิถันในการประดิษฐ์และมีรูปทรงที่สวยงามจึงได้โพนออกมาที่มีเสียงเพราะมากที่สุด   ประเพณีการแข่งขันว่าว จังหวัดสตูล สำหรับด้านประเพณีการแข่งขันว่าวจะมีวันจัดเริ่มขึ้นวันที่19กุมภาพันธ์2519ซึ่งโดนคณะครูอาจารย์โรงเรียนสตูนวิทยาและชาวในตำบนคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูนได้เริ่มจัดการแข่งขันเนื่องจากในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์ลมมรสุมทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือหรือลมว่าวกำลังพัดย่านย้อนที่สนามบินและในส่วนของจังหวัดภาคใต้เหมาะแก่การเล่นว่าวซึ่งได้เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ได้มีการลงทุนน้อยหรือใช้งบประมาณน้อยอีกทั้งยังเล่นง่ายและยังได้เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้ประดิษฐ์ว่าวประเภคต่างๆนั้นขึ้นมา ซึ่งประกอบกับคนไทยที่มักชอบประดิษฐ์ช่างคิดช่างทำเห็นควายอยู่ในนาที่มันกำลังเก็บเกี่ยวและจึงได้จำลองหน้าตาของควายลงในตัวว่าวในคณะที่ว่าวนั้นได้ลอยอยู่กลางอากาศในส่วนหางจะอยู่ด้านบนส่วนหัวเขาจมูกหูจะอยู่ส่วนล่างสำหรับว่าวนั้นจะมีเสียงดังอยู่ไม่นิ่งซ่ายไปมาเหมือนกับนิสัยบ้าบิ่นของควายชาวบ้านนั้นต่างก็พากันเรียกว่าว่าวควายซึ่งได้เป็นสัญลักษณ์ของการเล่นว่าวในตัวจังหวัดของสตูนซึ่งถ้าหากใครที่อยากจะไปชมประเพณีนี้ได้ก็สามารถได้ที่จังหวัดสตูนในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์รับลองเลยว่าต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน   ประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ พระบรมธาตุของนครศรีธรรมราชเป็นที่ศรัทธาของคนชาวเมืองนครศรีธรรมราชและชาวใต้สืบมายาวนานนับพันปีเมื่อได้เข้าถึงวัน15ค่ำเดือน6พุทธศาสนิกชนต่างรวมกันสักการะองค์พระมหาธาตุก่อเกิดประเพณีแห้ผ้าขึ้นธาตุ จะเห็นได้ว่าประเพณีถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เรานั้นควรจดจำและบันทึกไว้เป็นเรื่องราวที่ดีเพราะเป็นการเอ่ยถึงประวัติเรื่องราวที่มาได้เป็นอย่างดี โดยจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมา โดยทุกสิ่งที่เรานั้นได้ทำปฏิบัติกันมาล้วนแต่มีความสำคัญและควรสืบทอดให้ไว้ลูกหลานของเราอีกทอดนึง 

ประเพณีการผูกข้อมือ

ประเพณีผูกข้อมือแต่ละภาคอีสาน และภาคเหนือ  วันนี้เรานั้นจะไปดูว่าแต่ละภาคนั้นเขามีพิธีผูกข้อมือกันแบบไหน และเรียกกันแบบไหนกันบ้างเพื่อว่าจะมีหนุ่มๆนั้นมาขอเราจะได้ทำตัวถูกว่าเรานั้นต้องทำตัวแบบไหนเพราะว่าแต่ละภาคนั้นคงไม่เหมือนกันแน่ เราไปดูกันค่ะว่าแต่ละภาคนั้นมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไร  พิธีผูกข้อมือแต่งงานภาคอีสาน   ส่วนพิธีผูกข้อมือแบบอีสานเป็นการเข้าพิธีแต่งงานด้วยการนั่งบริเวณหน้าบายศรีและจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์ เพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขและเป็นสิริมงคลในพิธีแต่งงานหลังจากนั้นญาติผู้ใหญ่มาร่วมงานผูกข้อมือด้วยการเอาด้ายหรือไหมพรมเส้นเล็กๆมาผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวเพื่อเป็นสิริมงคลโดยลำดับของผู้ผูกจากญาติผู้ใหญ่ก่อนจะให้คนอื่นมาอวยพรพร้อมกับผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวอีกรอบ การสู่ขวัญกับก่ายคือให้หญิงชายคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกันให้แขนเท้าก่ายแขนนางเอาแขนชายทับแขนฝ่ายหญิงเสร็จผูกแขนให้ชายหญิงแล้วเอาไข่มาปอกเส้นผมตัดตรงกลางแล้วตรวจดูว่าไข่ที่ผ่านั้นเต็มใบหรือไม่ถ้าเต็มแสดงว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไปแล้วก็ยื่นไข่ครึ่งหนึ่งให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างคนต่างป้องกันเสร็จแล้วผู้ชายจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แล้วฝ่ายชายนั้นก็พากันกลับไปบ้านของตนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนง่ายๆของบ่าวสาวสมัยใหม่และไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องพิธีแต่งงานซักเท่าไหร่ซึ่งเรานั้นรองเอามาใช้กับงานของตัวเองก็ได้  พิธีผูกข้อมือของภาคเหนือ ซึ่งภาคเหนือนั้นเรีกพิธีผูกข้อมือนั้นว่า พิธีฮ้องขวัญ  พิธีเรียกขวัญซึ่งมีขั้นตอนด้วยการให้คู่บ่าวสาวมานั่งที่ตั่งเรียบร้อยแล้วจากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวนั้นจะสวมมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย และก็พ่อแม่ของเจ้าบ่าวนั้นก็สวยพวงมาลัยให้กับเจ้าสาวเหมือนกันเพื่อรับเป็นสะใภ้เช่นกัน และจากนี้ก็ให้ประธานในพิธีนั้นเป็นคนสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผากและก็เข้าสู่พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ  หรือว่าฮ้องขวัญเสร็จแล้ว โดยจะมีหมอขวัญนั่งข้างหน้าคู่บ่าวสาวจะใช้เวลาในการทำพิธีฮ้องขวัญประมาณ 20 นาทีพอเรียกขวัญเสร็จแล้วหมอขวัญนั้นจะเป็นผู้ผูกข้อมือก่อนจากนั้นก็เป็นพ่อแม่และตามด้วยญาติพี่น้องตามด้วยเพื่อนฝูงมาตามลำดับจากนั้นให้ผู้ที่สวมเป็นผู้ถอดมงคลให้แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธีผูกข้อมือแบบภาคเหนือ