Monthly Archives: กรกฎาคม 2020

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ อาถรรพ์แมวดำ

          หลายคนชอบเลี้ยงแมวเจ้าแมวนั้นเป็นสัตว์ขี้อ้อนและหน้าตาน่ารักแต่ก็มีแมวบางสายพันธุ์ซึ่งมันจะมีสีดำทั้งตัวขนของมันจะสั้นทำให้บางคนที่เห็นแมวดำแล้วมีความรู้สึกว่าแมวดำนี้เป็นสัตว์ที่มีความลึกลับน่ากลัว ในสมัยโบราณนั้นมนุษย์เรามีความเชื่อและความผูกพันเกี่ยวกับแมวดำมาเนิ่นนาน สำหรับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยโบราณหรืออาจจะลากมาจนถึงปัจจุบันนี้คนไทยนั้นมักมีความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำว่าเป็นตัวแทนของ ความศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ มีความเชื่อกันอยู่ว่าหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวจะมีความบาปมาก โดยมีความเชื่อกันว่าหากใครก็ตามฆ่าแมว 1 ตัวเปรียบได้กับคนคนนั้นฆ่าสามเณร 1 รูปเลยทีเดียวอีกครั้งแมวดำนั้นชาวบ้านคนไทยยังมีความเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของสิ่งเร้นลับ และยังเป็นตัวแทนของรางร้ายซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นเชื่อกันว่าหากมีแมวดำกระโดดข้ามโลงศพ วิญญาณของคนตายที่ถูกแมวดำกระโดดข้ามโลงศพนั้นก็จะกลายมาเป็นวิญญาณที่มีความดุร้ายและเฮี้ยนจะคอยออกมาหลอกหลอนผู้คนและทำร้ายผู้คน เกี่ยวกับเรื่องราวของแมวนั้นมีการว่ากันว่าแต่ก่อนนั้นแมวเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าต่อมาก็ย้ายมาอยู่อาศัยกับมนุษย์ จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน อย่างเช่นประเทศอียิปต์นั้นในสมัยโบราณผู้คนต่างพากันนับถือแมวดำเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าแมวดำของประเทศอียิปต์นั้นประชาชนเชื่อกันว่ามันคือตัวแทนของเทวีบาสเต็ด ดังนั้นผู้คนจึงเคารพบูชาแมวดำเป็นอย่างมาก  สำหรับรูปร่างของเทวีบาสเต็ดนั้น จะมีรูปร่างเหมือนคนแต่มีหัวเหมือนคล้ายกับสิงห์ ซึ่งเทวีองค์นี้จะเป็นตัวแทนปกป้องเกี่ยวกับเรื่องของภยันตรายต่างๆ และแมวถือได้ว่าเป็นบริวารของเทวีองค์นี้ดังนั้นหากใครก็ตามที่มีการดูแลแมวเป็นอย่างดีก็จะได้รับการปกป้องจากเทวีองค์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน และหากใครก็ตามที่ฆ่าแมวก็จะถูกเทวีองค์นี้ลงโทษอย่างหนักเช่นเดียวกัน ทางด้านฝั่งยุโรปนั้นมีความเชื่อกันเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นคือที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้ายอย่างเช่นแม่มด ซึ่งเป็นตัวแทนของมนต์ดำและซาตาน ในสมัยยุคกลางคนในประเทศยุโรปแต่มีการเชื่อกันว่าหากผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มีการเลี้ยงแมวดำเอาไว้และประพฤติตัวหรือทำตัวลึกลับซับซ้อนแสดงว่าคนคนนั้นคือแม่มด พวกเขาจะถูกชาวบ้านล่าตัวและจับไปลงโทษอย่างทรมาน  ในขณะเดียวกันสำหรับทางด้านประเทศอินเดียโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของแมวดำว่าแมวดำนั้นเป็นสัตว์เป็นพาหนะของพระษัษฐี  ซึ่งเธอคือเทวีแห่งความตายของทารกหรือที่เราเรียกกันว่าแม่ซื้อประจำตัวเด็กนั่นเอง ซึ่งคนอินเดียโบราณมีความเชื่อกันว่าหากแมวดำไปอยู่ใกล้บริเวณบ้านหลังไหนแสดงว่าวิญญาณของ พระษัษฐี กำลังมาที่บ้านหลังดังกล่าวและอีกไม่นานคนในบ้านหลังนั้นก็จะต้องมีคนเสียชีวิตอย่างแน่นอน ดังนั้นชาวอินเดียเมื่อจะมีการประกอบพิธีงานศพจึงมักจะต้องมีการขับไล่แมวดำที่มาป้วนเปี้ยนแถวบริเวณงานศพออกไปเพื่อป้องกันการเกิดอาถรรพ์นั่นเองสำหรับอาถรรพ์แมวดำยังมีอีกมากมายหลายประเทศที่มีความเชื่อแตกต่างกันแต่ส่วนใหญ่แล้วแมวดำนั้นก็คือความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความโชคไม่ดีและความโชคร้ายนั่นเอง        สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ตำนานความรักของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดและหญิงหม้าย วอลลิส ซิมป์สัน

         สำหรับเรื่องราวความรักที่กำลังจะเล่าดังต่อไปนี้เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงในราชวงศ์อังกฤษซึ่งในขณะนั้นใครหลายๆคนต่างก็พากันแปลกใจมากที่เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดยอมสละความสุขส่วนตัวสละพระราชบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ที่ตนเองกำลังมีอยู่มาแต่งงานกับหญิงหม้ายซึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกันสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเป็นเรื่องราวความรักที่ถือว่าโรแมนติกมาก สำหรับคนรุ่นหลังที่จะมีเจ้าชายสักคนนึงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนเองรัก ซึ่งคงหาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบันนี้  สำหรับเรื่องราวความรักของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยที่พระองค์นั้นเพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ได้ยังไม่ถึง 1 ปีเต็มเลยแต่ในขณะที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในขณะนั้นพระองค์ได้ไปพบกับหญิงสาวคนหนึ่งเธอมีชื่อว่า  วอลลิส ซิมป์สันเธอเป็นหญิงสาวที่น่ารักอ่อนหวานเรียบร้อยในสายตาของพระองค์พระองค์ต้องงานแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สัน ซึ่งเป็นคนที่พระองค์รักแต่เนื่องจาก วอลลิส ซิมป์สัน ไม่ใช่คนอังกฤษเธอไม่ได้มีสัญชาติอังกฤษ จึงทำให้หากแต่งงานกับเจ้าฟ้าชาย AdWords แล้วเธอก็ยังไม่สามารถที่จะขึ้นมาเป็นพระราชินีเคียงคู่กับเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดได้อยู่ดีและยิ่งเธอมีประวัติว่าเธอเคยแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้งและเลิกรากับสามีไปขึ้นสถานะปัจจุบันของเธอกลายเป็นผู้หญิงหม้ายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วทำให้ข้าราชบริพารส่วนใหญ่ต่างก็ไม่พอใจและไม่ยอมรับในตัววอลลิส ซิมป์สันในที่สุดเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งขณะนั้นกำลังดำรงตำแหน่งในการขึ้นครองราชวงศ์อังกฤษอยู่ได้มีการออกมาประกาศสละราชบัลลังก์ของพระองค์โดยพระองค์ต้องการที่จะไปแต่งงานกับวอลลิส ซิมป์สัน และใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายซึ่งในครั้งนั้นข้าราชบริพารทุกคนต่างก็พากันพูดยับยั้งไม่ให้พระองค์สละราชสมบัติแต่อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็สามารถที่จะสละราชสมบัติได้ดั่งที่ตั้งใจหลังจากที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระมหากษัตริย์ดูแลราชวงศ์อังกฤษแล้วพระองค์จึงได้ไปสู่ขอวอลลิส ซิมป์สัน เพื่อแต่งงานโดยทั้งคู่นั้นจัดพิธีแต่งงานกันอย่างเรียบง่ายงานแต่งงานของทั้งคู่นั้นไม่ได้ใหญ่โตหรูหราแต่อย่างไร แต่ทั้งคู่ก็มีความสุขกันมากหลังจากทั้งคู่แต่งงานกันแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสและใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุขซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้นเสียชีวิตเมื่อประมาณวันที่ 28 เดือนพฤษภาคมปี  คศ 1972 ในขณะที่ภรรยาของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้นก็คือนางวอลลิส ซิมป์สัน ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 24 เมษายนปีค.ศ 1986 นั่นเอง     สนับสนุนโดย  holiday palace สมัคร