Monthly Archives: มกราคม 2022

ประวัติ พอร์ต รอยัล จาเมกา

ถ้าใครที่เป็นแฟนกัปตันแจ็คสแปร์โรว์จากภาพยนตร์ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียนน่าจะจำชื่อนี้ได้เมืองนอกกฎหมายที่รวมตัว ประวัติ พอร์ต รอยัล จาเมกา  ของเหล่าโจรสลัดและพวกนอกรีตในหนังเรื่องนี้มีจริงจริงนะคะ ค้นพบโดยคริสโตเฟอร์โคลัมบัสนักเดินเรือชื่อก้องโลกชาวสเปนในปี ค.ศ. 1494 จะได้ใช้เป็นที่ค้าขายระหว่างอาณาจักรสเปนกับดินแดนที่เรียกว่าโลกใหม่ซึ่งก็คืออเมริกาที่ยังเป็นที่รู้จักน้อยในสมัยนั้นนั่นเอง      จนกระทั่งในปี ค.ศ.1655 จึงถูกอังกฤษซึ่งใช้ยุทธการใช้โจรสลัดเข้ายึดและพัฒนาเมือง ให้เป็นมากกว่าแค่เมืองท่า  ซึ่งที่นี่เริ่มมีตึกรามบ้านช่องทยอยผุดขึ้นมากมายเต็มไปหมด รวมถึงโจรสลัดที่อังกฤษติดต่อด้วยก็เดินทางมาอยู่ที่นี่กันด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งการมาของโจรสลัดนั้นเป็นการให้มาตั้งฐานที่เมืองนี้นัยยะว่าคอยช่วยปกป้องเมืองและอนุญาตให้ปล้นเรือสินค้าของสเปนได้       ดังนั้นสถานที่แห่งนี้ ที่ถูกเรียกว่าพอร์ต  รอยัล  จึงกลายเป็นเหมือนเกาะสวรรค์ของโจรสลัด  เพราะที่นี่มีโจรสลัดได้เข้ามาอาศัยอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ ทั้งเมืองเต็มไปด้วยบาร์เหล้าและผู้หญิงหากิน   การใช้ชีวิตดภายใน พอร์ท รอยัล แห่งนี้ผู้คนจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่มีการฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน  จนมีคนได้มีการตั้งฉายาว่า พอร์ท รอยัล แห่งนี้ว่าเมืองแห่งคนบาปแต่  ถึงแม้ว่าจะมีทั้งโจรสลัด และมีการฆ่ากันตาย แต่ที่นี่ก็เจริญมากมากมีคนอาศัยอยู่มากกว่า 6500 คน  และยังมีบ้านเรือนกว่า 2000 หลังคาเรือน          แต่ความเจริญนั้นก็ถูกทำลายลงในปี 1992 โดยสึนามิ ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมากกว่า 5 พันคน ที่ต้องมาเสียชีวิตจากคลื่นยักษ์และแผ่นดินไหวส่วนที่เหลือก็ทุกข์ระทมจากการบาดเจ็บและโรคต่างๆจากซากศพคนตายและขยะแถมยังโดนพวกที่มีชีวิตอยู่ปล้นสะดมซ้ำเข้าไปอีก  จากเมืองที่เคยรุ่งเรืองสุดขีด กลับต้องมาโดนพระเจ้าลงโทษให้พังพินาศย่อยยับในพริบตา          แม้ว่าต่อมาจะมีการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่แต่ก็ถูกไฟไหม้ใหญ่เล่นงานอีกรอบในปี ค.ศ. 1703 รวมไปถึงยังถูกพายุเฮอร์ริเคนและแผ่นดินไหวถล่มช้ำ จนคนทนอยู่ไม่ไหวเริ่มทยอยย้ายหนีออกไป จบตำนานเมืองแห่งโจรสลัดปัจจุบันพอร์ตรอยัลยังมีอยู่แต่เหลือแค่บางส่วนเพราะส่วนใหญ่จมลงสู่ใต้ทะเลผู้คนที่อาศัยอยู่เป็นชาวประมงท้องถิ่นตึกรามบ้านช่องบางส่วนยังคงอยู่ได้และได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถานรวมถึงมีพิพิธภัณฑ์และถั่วดำน้ำให้คนมาเยี่ยมชมอดีตอันยิ่งใหญ่ของเมืองแห่งนี้ค่ะ… Read More »

เรื่องเล่าตำนาน พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศเมียนมา

พระมหาเจดีย์ชเวดากองเจดีย์องค์ใหญ่สีทองอร่ามตานี้ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งเป็นเจดีย์ที่สำคัญที่สุดในพม่า เพราะนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้นแล้วยังมีเครื่องบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆอีก 3 องค์ด้วยตามตำนานเล่าว่าเมื่อ 2500 ปีก่อนในสมัยพระเจ้าโอกาสป่ะมีเขาลูกหนึ่งชื่อเข้าชิงในเขตพม่าตอนล่างเป็นที่ประดิษฐานเครื่องบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนก่อน 3 พระองค์แต่เขาถึงคุณประกำลังใกล้จะหมดความศักดิ์สิทธิ์เว้นแต่พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปจะปรากฏและประธานสิ่งแทนพระองค์เอาไว้ให้สักการะบูชาสืบไป            เวลานั้นพระสมณโคดมใกล้จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณมีพ่อค้าสองพี่น้องเดินทางมานมัสการด้วยจิตศรัทธาโรงกลึงประธานพระเกศาให้จำนวน 8 เส้นพ่อค้าสองพี่น้องเดินทางกลับมายังพม่าและมอบพระเกศาธาตุให้พระเจ้าโอกาสป่าสร้างมหาสถูปที่เนินเขาเชียงกุตระไว้เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ เมื่อพระเจ้าเปิดกล่องบรรจุพระเกศาธาตุขึ้นก็ปรากฏรัศมีวันศุกร์แสงสว่างไสวไปทั่วคนพิการทั้งปวงหลุดพ้นจากความพิการเกิดฝนอัญมณีล้ำค่าโปรยปรายไปทั่วพื้นแผ่นดิน           มหาเจดีย์ชเวดากองได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวหลายครั้งตรงเจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นการสร้างเจดีย์องค์ใหม่อีกรอบจะถูกองค์เดิมยอดบนสุดคือสุวรรณชาดในรัชสมัยพระเจ้ามินดงมีการบูรณะยอดสุวรรณชาดที่ตกลงมาเพราะแผ่นดินไหวจนมีเสียงร่ำลือ ว่ายอดฉัตรแห่งชเวดากองประกอบด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่ามหาศาลจนในปีพุทธศักราช 2542 มีการอัญเชิญสุวรรณชาติองค์ใหม่ถวายบุญยอดสุวรรณชาดประกอบด้วยเพชรเม็ดใหญ่ขนาด 76 กะรัตล้อมรอบด้วยเพชรน้ำงามและทับทิมร่วมกันเกือบ 800 เมตร          ในยามค่ำคืนยอดเพชรส่องประกายเป็นสีต่างๆนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นแสงประกายเพชรได้จาก 3 จุดคือบริเวณพระประจำวันพฤหัสบดีด้านหน้าวิหารพระนอนบริเวณเยื้องกับเจดีย์พุทธคยาและบริเวณหลังวิหารใกล้กับเสาหงษ์วิธีขอพรที่พระมหาเจดีย์ชเวดากองให้นำธูปเทียนพร้อมด้วยดอกมหาหงส์และใบว่าไปกราบขอพรที่ลานอธิษฐานทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือใกล้เสาหงส์เชื่อว่าจะทำให้พรสัมฤทธิ์ผลจากนั้นไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตัวเองที่ประดิษฐานอยู่รอบองค์เจดีย์ด้วยให้ส่งน้ำจำนวนขันเท่ากับอายุของเราและให้บวกเพิ่มอีก 1 ขันส่งที่ 4 ตำแหน่งคือที่องค์พระองค์เทวดาเสาและสัตว์สัญลักษณ์          หากใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศเมียนมา ก็อย่าลืมแวะไปกราบไหว้ขอพร พระมหาเจดีย์ชเวดากองกันนะคะ     สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บแม่

ประวัติการสร้างยักษ์แบกเสา ที่บริเวณดอนเมืองโทลเวย์ ถนนวิภาวดี- รังสิต

         เชื่อว่าหลายๆคนที่เคยสัญจรไปมาบนถนนวิภาวดี-รังสิต นั้นน่าจะต้องเคยสังเกตเห็นเสาของโทลเวย์ จำนวน 2 ต้นที่แตกต่างไปจากเสาต้นอื่นกันบ้าง เพราะว่าเสาโทลเวย์ทั้ง 2 ต้นนี้มันมีรูปปั้นยักษ์แบกยืนทำท่าเหมือนกำลังแบกเสาของโทลเวย์อยู่นั้นเอง   โดยที่เราจะเห็นรูปปั้นยักษ์แบกนี้ตั้งอยู่ทางลงสะพานข้ามแยกสุทธิสารฝั่งขาออก  ส่วนก็อีกตัวเนี่ยจะอยู่ทางลงสะพานข้ามห้าแยกลาดพร้าวฝั่งขาเข้า         สำหรับเรื่องราวของยักษ์แบกทั้งสองตัวที่ถูกปั้นเอาไว้แล้วนำมาตั้งไว้ที่เสาโทลเวย์ทั้งสองต้นนี้ มีการสร้างมาตั้งแต่ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  และตอนที่สร้างเสร็จใหม่ใหม่ก็เคยเป็นข่าวฮือฮากันมาแล้วครั้งนึง  เชื่อว่าบางคนก็คงพอจะรู้ที่มาที่ไปของยักษ์แบก 2 ตัวนี้มาบ้างแล้วแต่บางคนก็อาจจะยังไม่รู้        ดังนั้นบทความจะมีการนำตำนานความเชื่อ  เกี่ยวกับการสร้างยักษ์แบก 2 ตัวนี้ขึ้นมานั่นเอง  ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ชาวบ้านได้มีการพูดถึงและเล่าต่อต่อกันมาแบบปากต่อปาก จนกลายมาเป็นตำนานของยักษ์แบกเสาโทลเวย์นั่นเอง  โดยตำนานที่มีการพูดถึงสาเหตุที่จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างยักษ์แบกเสาเอาไว้ตรงบริเวณนี้ว่ากันว่าเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ 2535 หลังจากมีการเริ่มก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ขึ้นซึ่งในระหว่างการก่อสร้างเนี่ยเกิดอุปสรรคขึ้นมากมาย       ก่อสร้างไม่ราบรื่นติดขัดจนกระทั่งมาถึงช่วงที่จะต้องทำการยกเสาต้นดังกล่าวขึ้นก็เริ่มเกิดอุปสรรคมากมายขึ้น  และทำยังไงก็ไม่สามารถยกเสาต้นนี้ขึ้นได้เพราะสร้างมาถึงแยกลาดพร้าวเนี่ยก็จะต้องสร้างทางยกระดับที่เหินข้ามแยกลาดพร้าวแต่พอสร้างเสาคานได้ไม่กี่วันเนี่ยถ้ามันก็พังลงมาทับคนตายซะงั้นและเมื่อมีการเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง  ทั้งๆที่ก็ทำถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกอย่างและการก่อสร้างก็ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคจึงได้มีผู้แนะนำให้ปั้นเอารูปยักษ์แบกมาไว้ที่เสาเพื่อแก้เคล็ดนั้นเอง         เมื่อมีผู้แนะนำเช่นนั้นทางโครงการจึงได้ขอให้กรมศิลปากรเนี่ยช่วยปั้นยักษ์แบก 2 ตัวนี้ขึ้นมาโดยการแกะสลักยักษ์แบกเสาตามที่เห็ฯที่เสาโทลเวย์ หลังจากที่สร้างยักษ์แบก 2 ตัวนี้แล้วเสร็จเนี่ยก็ปรากฏเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นอย่างมากเพราะเมื่อแกะสลักรูปยักษ์เสร็จเสาต้นที่ว่ายกยังไงก็ยกไม่ขึ้นนั้นก็กลับยกขึ้นได้อย่างง่ายดาย   สถานะทางการเงินของโครงการก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแล้วก็ไม่ค่อยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้อีกเลย  สนับสนุนโดย.     ufa สล็อตแตกบ่อย

เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย

สำหรับเรื่องราวประวัติความ เป็นมาของเทวรูปซุสองค์นี้นั้นเป็นการเรื่องเล่าแบบปากต่อปากเพียงเท่านั้นเพราะปัจจุบันนี้เทวรูปองค์นี้ไม่ได้มีให้เห็นแล้วซึ่งมันเป็นเพียงแค่ข้อมูลในตำราที่ถูกระบุว่าเทวรูปซุสที่โอลิมเปียนี้คือหนึ่งในสิ่งของ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในสมัยโบราณ ที่มีความงดงามเป็นอย่างมากและผู้คนก็ให้ความเคารพนับถือและกราบไหว้กันเป็นอย่างมากนั่นเองอย่างไรก็ตามเราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาของเทวรูปองค์นี้กัน         สำหรับเรื่องราวของเทวรูปซูสที่โอลิมเปียนี้มีการพูดถึงว่ามันคือสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับเทพเจ้าที่วิจิตรอลังการเป็นอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับสถานที่ที่มีการนำเทวรูปซูสไปติดตั้งเอาไว้หรือเป็นสถานที่ประทับของเทวรูปองค์นี้นั่นก็คือประเทศกรีซนั่นเองโดยว่ากันว่าเทวรูปองค์นี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณตี 462 ปีก่อนคริสตกาล        สำหรับทางที่มีการแกะสลักเทวรูปซุส นั้นเป็นช่างชาวกรีกที่ในสมัยก่อนนั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมากแห่งยุคคนนึงเลยก็ว่าได้โดยช่างคนนี้มีชื่อว่า Phidias   สำหรับเทวรูปซุสองค์นี้นั้นได้มีการสร้างขึ้นมาด้วยความสูงถึง 12 เมตรเลยทีเดียวนอกจากนี้องค์เทวรูปนั้นยังถูกสร้างให้ประทับบนที่นั่งบนบัลลังก์และตัวบัลลังก์นั้นก็ประดับประดาด้วยงาช้างรวมถึงตรงองค์เทวรูปนั้นก็มีการใส่เสื้อผ้าเป็นผ้าไหมและทองคำและมีเครื่องประดับอื่นๆอีกมากมายเรียกว่าสร้างไว้อย่างสวยงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว         สำหรับตัวองค์เทวรูปซุสนั้น ทางด้านขวามือและซ้ายมือของตัวเองเทวรูปซุสนั้นก็จะมีอาวุธคู่ใจและเทวรูปองค์นี้ก็ถูกนำมาเก็บรักษาเอาไว้ในวิหารสูตรนั่นเองอย่างไรก็ตามว่ากันว่าวิหารสูตรนั้นได้ถูกทำลายลงภายหลังเนื่องจากว่าถูกไฟไหม้จนได้รับความเสียหายซึ่งปัจจุบันถ้าหากใครอยากจะไปที่วิหารแห่งนี้นั้นจะอยู่ในเมืองโอลิมเปียประเทศกรีซซึ่งในขณะนี้ถ้าไปก็จะเห็นเพียงแค่ซากปรักหักพังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น         หากใครที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของโบราณสถานโบราณวัตถุอยากไปเห็นสร้างความสวยงามของอารยธรรมโบราณและอย่าไปกราบไหว้เทวรูปซุสถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพังก็สามารถเดินทางไปได้ที่ประเทศกรีซโดยให้เดินทางเข้าไปที่เมืองโอลิมเปียซึ่งที่นั่นนอกจากจะมีสถานที่โบราณต่างๆแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก     ถ้าหากใครชื่นชอบอยากจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องขององค์เทวรูปซูสที่โอลิมเปียแล้วเราก็คุณสามารถศึกษาหาข้อมูลต่างๆเหล่านั้นได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพราะถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแล้วแต่ข้อมูลความรู้ต่างๆจะยังถูกเก็บเอาไว้เพื่อให้ลูกหลานนั้นได้ศึกษาหาความรู้และเทวรูปซุสก็เป็นอีกหนึ่งองค์เทวรูปที่ผู้คนให้ความนับถือมาจนถึงปัจจุบันนี้   สนับสนุนโดย.   Gclub ฟรี 100