เมืองเล็กๆแม่กลอง

เมืองแม่กลอง ที่สมุทรสงคราม ว่าไปก็มีวัดอยู่เยอะเหมือนกัน ใครสายทำบุญเดินทางมาที่นี่ได้ทั้งเที่ยว ได้ทั้งบุญครบเลยทีเดียว

วัดที่ 2 ที่เราจะพาไป คือวัดบางแคน้อย

การเดินทาง: ใช้เส้นทางไปอัมพวา ถึงวงเวียนเลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ ไปตามเส้นทางไปวัดบางกุ้ง สังเกตุดูง่ายๆวัดบางแคน้อยจะติดกับโรงพยาบาลอัมพวา


วัดเล็กๆที่ดูจะไม่มีอะไร วัดนี้มีพระอุโบสถที่ภายในเป็นไม้แกะสลักเลยสนใจ แวะไปดูเสียหน่อย เข้ามาในอุโบสถ สวยงามมาก งานแกะสลักเต็มไปหมด บานประตู หน้าต่าง ผนัง เพดานรอบด้าน ถ้าคนชอบงานแบบนี้น่าจะยืนชมรายละเอียดการสลักได้นานเลย สวยแปลกตาดีจริงๆ

ช่วงที่ไปไม่มีนักท่องเที่ยวเลย แต่ยังมีคนที่มาถ่ายรูปนักท่องเที่ยว ปริ๊นใส่จานแล้วเอามาขาย เพื่อให้เป็นของที่ระลึก แต่ส่วนใหญ่คนก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก เพราะว่าเห็นไปแต่ละที่ก็มีแบบนี้หมด ซื้อไม่ไหวกันเลยทีเดียว

เดินทางไปวัดต่ออีกสักที่ วัดบางกุ้ง

การเดินทาง: ใช้เส้นทางเดียวกับวัดบางแคน้อย แล้วขับตรงมาอีก ก็จะเจอวัดและค่ายบางกุ้งทางซ้ายมือ ถ้ามาวันหยุดดูง่ายเลย เพราะมีรถจอดเพียบ

    วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน เคยตั้งค่ายบริเวณนี้เพื่อต่อต้านกองทัพพม่า จนทัพพม่าต้องถอยร่นไป แต่สิ่งที่คนจำวัดนี้ได้คงเป็นพระอุโบสถหลังเก่าที่ถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนทั่ว ชาวต่างชาติบางคนเรียกว่าเป็นโบสถ์ tomb rider ภายในโบสถ์ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี และมีภาพเขียนฝาผนังเก่า ที่เสียหายไปบ้างตามกาลเวลา ถ้ามาวันธรรมดา ภายในจะเงียบสงบและเย็นสบายมาก ผิดกับวันหยุดลิบลับ ถ้าอยากได้ความสงบ ลางานมาวันธรรมดา

มีภาพเขียนภายในโบสถ์ที่สวยงามเยอะ มีเวลามากพอ ลองมองไล่ดูช้าๆตามจุดเล็กจุดน้อย จะมีเรื่องราวให้เราเรียนรู้ ให้ซึมซับเหตุการณ์ต่างๆสมัยก่อนได้เยอะเลยทีเดียว ถ้าได้ไหว้พระเสร็จลองนั่งพิจารณาดูไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าวัดเก่าแก่มีคุณค่ามากขนาดไหน

คณะเรียนสุดฮิตของเด็กสายศิลป์

เด็กสายศิลป์นั้นจะคิดว่าตัวเองนั้นจะไปทำงานไรดีหรือเรียนคณะอะไรในอนาคตดี ซึ่งเด็กสายศิลป์นั้นก็จะมีทางเลือกหลายทางในการที่จะสามารถต่อยอดไปเรียนยังคณะต่างๆหรือการต่อยอดในการทำอาชีพต่างๆในอนาคตได้มากมายเลยทีเดียว

คณะแรกที่ได้รับความนิยมมากในหมู่เด็กศิลป์ก็คือ คณะนิเทศศาสตร์และเหตุผลที่คระนี้เป็นที่นิยมในการเรียนนั้นก็เพราะว่าใครๆก็อยากจะเป็นดารานั่นเองแต่คณะนิเทศศาสตร์นั้นไม่ได้เรียนไปเพื่อการเป็นดาราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถเรียนจบและไปประกอบอาชีพอื่นๆได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว บรรณาธิการหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ผู้ประกาศข่าว กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ ช่างภาพ ผู้กำกับรายการ เพราะฉะนั้นแล้วบอกได้เลยว่าเรียนคณะนิเทศศาสตร์แล้วนั้นจะครอบคลุมในเรื่องของการสื่อสารทั้งหมด

คณะศิลปะศาสตร์ มนุษยศาสตร์และอักษรศาสตร์ จะเป็นกลุ่มคณะเดียวกัน คณะนี้นั้นถือว่าเหมาะกับสายฝอมากๆ เพราะคณะนี้นั้นจะเน้นในเรื่องของภาษา ทั้งอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศสและอีกหลายๆภาษาที่จำเป็นด้วย โดยหากเรียนจบจากคณะนี้นั้นสามารถไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็น นักเขียน นักแปล องค์กรระหว่างประเทศ สามารถทำงานในองค์กรของรัฐได้ การทูตการสื่อสาร หรือจะเป็น HR PR เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก็ได้ สำหรับคนที่จบด้านภานั้นถือเป็นอะไรที่กว้างมากและสามารถทำอาชีพได้หลากหลายมากเลยทีเดียว

พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชื่อคณะก็บอกอยู่แล้วว่าจบไปเป็นนักบัญชีแน่นอน แต่เรียนบัญชีไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นแค่นักบัญชีเท่านั้น เพราะสามารถทำอะไรได้อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในธนาคาร ผู้ตรวจสอบบัญชี นักลงทุนก็สามารถเป็นได้หือจะเป็นผู้ตรวจสอบภาษีอาการในหน่วยงานรัฐและเอกชลต่างๆ อะไรที่เกี่ยวกับเงินและบัญชีนั้นหรือการพาณิชย์ คณะนี้นั้นตอบโจทย์อย่างแน่นอน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เรียนศิลป์ก็สามารถเข้าคณะนี้ได้ เพราะสถาปัตยกรรมนั้นมีหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบกราฟฟิค ก็สามารถที่จะทำได้ คืออะไรที่เกี่ยวกับการออกแบบเด็กสายศิลป์สามารถเรียนได้นั่นเองแต่ถ้าเป็นเรื่องโครงสร้างก็อาจจะดูไม่เหมาะนัก

คณะครุศาสตร์ คณะนี้เมื่อจบไปแล้วก็จะเป็นคุณครูนั่นเอง ซึ่งคณะนี้นั้นเราจะได้เรียนมากมายหลายสายหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น จิตวิทยาการเป็นครูและพวกเนื้อหาสาขาวิชาด้านศิลป์ต่างๆมากมาย มีทั้งสายภา ศิลปกรรม คณะนี้นั้นก็จะกว้างมากๆ โดยการเรียนจบครุศาสตร์นั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถเป็นได้แค่ครูเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถไปประกอบสาขาอาชีพอื่นได้ เช่นสจ๊วต หรืออื่นๆอีกมากมาย 

เห็นไหมว่าเด็กสายศิลป์นั้นสามารถที่จะเลือกเรียนได้หลากหลายสาขาวิชามากมายเลยทีเดียวและยังสามารถประกอบอาชีพในอนาคตได้อีกหลากหลายสาขาด้วย

 

สงครามในประวัติศาสตร์

สงครามในประวัติศาสตร์ ในอดีตประเทศไทยมีสงครามเพื่อแย่งชิงอาณาเขตพื้นที่อยู่อาศัย ผู้คน และวิถีชิวิตความเป็นอยู่ กันมาอย่างยาวนาน

ตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว ซึ่งความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทยเสมอมาก็คือประเทศไทยของเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดเลย การต่อสู้ของปู่ย่าตายายที่ทุ่มเท ทำเพื่อพวกเราลูกหลาน ต้องขอบคุณและสำนึกในการกระทำของวีรบุรุษและวีรสตรีเหล่านั้นอยู่เสมอ ท่านคือผู้บุกเบิกอนาคตที่ดีและสดใส ให้กับลูกหลานและสิ่งสำคัญคือ ทำให้เราชาวไทยอยู่ว่าเรารักกันมากแค่ไหน

รู้ทั้งรู้ว่าสงครามมีความเสี่ยงมีโอกาสรอดแค่น้อยนิด แต่ก็พยายาม สู้หลังชนฝาเพื่อให้ได้มาซึ่งศักดิ์ศรีของคนไทย และประเทศไทยที่สงบสุขมาจนปัจจุบันนี้ สงครามการต่อสู้ทั้งหลายเกิดจากการทำเพื่อคนหมู่มากมาตลอดในอดีตแต่ในปัจจุบันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ไม่ใช่สวครามเพื่อกันและกันแต่เป็นสงครามเพื่อตนเอง ในยุคสมัยนี้คนไทยกับตีกัน ฆ่าฟันและสร้างเรื่องเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอยู่เสมอจนกลายเป็นเรื่องปกติ ความทรงจำที่ดีและสิ่งที่ปู่ย่าตายายท่านสร้างสมไว้ให้ ถูกทำลายด้วยฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ทำให้ย้อนคิดถึงความรู้สึกของการเสียสละแต่กับถูกลูกหลานมองเมิน ไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป ความน่ากลัวของมนุษย์สุดจะยากแม้หยั่งถึง เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนความน่ากลัวของคนไทยในสมัยนี้นั้นโหดร้าย รุนแรง เกินกว่าคนไทยควรทำกับคนไทยด้วยกัน จิตใจเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ การที่ทุกคนเห็นแก่ตัวต่อกันอาจไม่ได้สนใจว่าการเห็นแก่ผู้อื่นบ้างนั้นคือสิ่งที่ บรรพบุรุษของเราทำมาตลอดการเห็นอกเห็นใจซึ้งกันและกันสร้างสิ่งดีดีเสมอ หลายคนในปัจจุบันลืมเลือนความทรงจำดีดีของประวัติศาสตร์ชาติไทยไปจนจะหมดสิ้น น่าสงสารหากไร้ซึ่งแผ่นดินที่คนไทยด้วยกันรักกันเอง

เป็นสิ่งที่หดหู่และน่าเศร้า ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร หากจากสิ่งที่สำคัญคือจิตใจที่ดีงาม ทุกคนควรรักกันให้เหมือนบรรพบุรุษของเรา ดูตัวอย่างที่ดี และน่ายกย่องเป็นอันดับแรกเสมอคิดกันให้เยอะๆคนไทยเรามีประเทศของเราไม่ใช่ใครมากดขี่ข่มเหงรังแก อย่างให้สิ่งรอบข้างหล่อหลอมสิ่งแย่ๆเข้ามาในตัวของเรา คนไทยต้องเข้มแข็งและหนักแน่นไว้เสมอ ให้เหมือนกับปู่ย่าตายายบรรพบุรุษ ทั้งวีรบุรุษและวีรสตรีทั้งหลาย อยากขอเป็นตัวแทนให้ทุกคนตรรหนักถึงปัญหาและช่วยกันแก้ไขอย่างมีสติรักกันไว้เถิด เพื่ออนาคตที่ดีของพวกเราชาวไทยทุกคน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

บุญคูณลาน

ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่ผู้คนต่างขะมักเขม้นในการทำงาน เพื่อจะให้ทันต่อการเก็บผลผลิต ซึ่งไม่ต่างจากชาวนา  ที่เร่งเกี่ยวข้าว มีการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในครอบครัวหรือในหมู่ญาติพี่น้อง มาลงแขกเกี่ยวข้าว หรือบางที่ที่ทันสมัยหน่อยก็จะใช้รถเกี่ยวข้าว ทำให้บางครั้งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนลดน้อยลง หลังจากได้ข้าวจากการเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือเก็บไว้ในสถานที่ที่ได้เตรียมไว้ แต่ต้องผ่านพิธีหรือประเพณีที่สืบทอดต่อมาจากคนรุ่นเก่า นั่นก็คือการทำบุญคูณลาน หรือการสู่ขวัญให้ข้าว

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของตลอดปีนั้น ข้าวที่ได้ผ่านการทำพิธีนี้ก็จะดี ใครได้รับประทานจะพบแต่โชคลาภ ร่างกายแข็งแรง ตามปกติแล้วมักจะทำกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนยี่ตามปฏิทินท้องถิ่น ซึ่งก่อนอื่นต้องมีการขอขมาแม่ธรณีก่อนนำข้าวขึ้นเล้า  ให้แม่ธรณีให้อภัยและย้ายแม่ธรณีออกจากพื้นที่ตรงนั้น และจะบอกกล่าวกับแม่โพสพ โดยมิส่งของที่ต้องเตรียมบูชา ดังนี้ ดอกไม้ ธูปเทียน ใบไม้ที่เป็นมงคล ใบยอ ใบขนุน ใบคูณ หลังจากนั้นก็จะนำไปใส่ไว้ในกระติ๊บข้าว เพื่อเป็นขวัญข้าว แล้วก็จะเชิญแม่ธรณีตรงลานเข้าออกไป

จากนั้นก็จะนำเครื่องไหว้ไปไว้ตรงหน้าลอมข้าว (กองข้าวที่เตรียมไว้ที่ลาน) และก็จะตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของตนเอง เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้ก็จะนำฟางข้าวมัดกระติ๊บข้าวไว้กับไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลาว ตั้งเป็นสัญลักษณ์หน้าลาน ชาวนาก็จะเริ่มนวดข้าวได้ โดยการตีข้าวที่มัดเป็นฟ่อนๆ ซึ่งจะเรียงเป็นแถวสูงๆ

เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเรียง ทุกคนก็จะช่วยกันตีข้าวเพื่อให้ได้เมล็ดข้าว หลังจากนั้นก็จะบายศรีให้ข้าว จากการใช้ต้นอ้อย ต้นกล้วย มาปักทั้ง 4 มุม ของลานข้าว แล้วใช้สายสิญจน์พันรอบๆ เพื่อโยงมาถึงพระพุทธรูป ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการเชิญแขกมาร่วมพิธีและทำบุญ มีการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อมาให้พร ถวายภัตตาหาร เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำมนต์ ให้กับข้าว สัตว์เลี้ยง ก็เป็นอันเสร็จพิธี  เป็นวัฒนธรรมที่คนรุ่นใหม่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันมา โดยแสดงให้เห็นว่ายังคงให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของข้าวซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำหรับคนไทย

ซึ่งถือว่ากว่าจะได้ผลผลิตแต่ละเม็ดต้องผ่านมากี่หยาดเหงี่อของชาวนา ผู้เปรียบเสมือนแม่ครัวของชาวโลก ผู้ที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู่ดิน และเป็นการรักษาประเพณีที่ดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติต่อ

ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ

การลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ

เทศกาลลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟนี้ มีถิ่นกำเนิดมาจกจังหวัดสุโขทัย และยังเชื่ออีกว่าการลอยกระทงถือเป็นการขอขมาแก่แม่คงคา จึงได้จัดให้มีการเผาเทียนเล่นไฟในวันขึ้น15ค่ำ เดือน12 ของทุกปี และทางจังหวัดสุโขทัยจึงได้มีการจัดงานใหญ่โตในทุกปี ซึ่งจะมีร้านค้ามากมาย และจะแสดงถึงขนบธรรมเนียมของไทยในสมัยเก่า โดยได้จัดร้านค้าแบบจำลองในการซื้อขายของคนไทยที่จะต้องนำเงินไปแลกเป็นเบี้ยหอย แล้วจึงมาซื้อสินค้าได้ และยังจัดให้มีการโชว์ทำกระทงแบบในสมัยโบราญ อย่างกระทงพนมเบี้ย พนมหมาก พนมดอกไม้ และการทำโคมแขวนต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย ยังจำลองวิถีไทยการกินข้าวแบบในสมัยโบราญ โดยการนั่งล้อมวงลงที่พื้นกินข้าวกัน

กิจกรรมในงาน

                     กิจกรรมในงานทางจังหวัดสุโขทัยได้จัดให้มีการประกวดขบวนแห่ ประกวดนางนพมาศ และประกวดกระทง ประกวดโคมชัก โคมแขวนเกิดขึ้น และยังมีการแสดงแสง สี เสียง และจัดไฟประดับในสถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสุโขทัยอีกด้วย และจะมีการลอยประทีปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจากพระบรมศานุวงศ์ เพื่อเป็นฤกษ์ดี จัดให้มีการจุดดอกไม้ไฟจำนวนมาก และมีการประดับโคมไฟและประทีปตามสระน้ำต่างๆ ในสถานที่โบราญสถานที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัยนับเป็นแสนๆดวงเลยทีเดียว จึงเป็นงานที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากอีกงานหนึ่งเลยทีเดียว

ความเชื่อ

               ความเชื่อของคนโบราญในการเผาเทียน เล่นไฟ คือการลอยประทีปลงสู่แม่เพื่อเป็นการขอขมาแก่พระแม่คงคาและถือเป็นการสะเดาเคราะห์ไปด้วยเลย เล่นไฟคือการจุดพลุ หรือดอกไม้ไฟนั่นเอง และโคมชัก โคมแขวนที่ทำขึ้นเพื่อบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงก็ยังมีคนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ใช้บูชารอยพระพุทธบาท และจะต้องใช้ฝีมือในการทำอย่างมาก เพราะจะต้องเป็นงานฝีมือและใช้ความประณีตในการทำอย่างมาก

เทศการลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟของจังหวัดสุโขทัยก็จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยขบวนแห่ของกระทงขนาดใหญ่ของหลายๆอำเภอในจังหวัดสุโขทัยซึ่งจัดให้มีการแข่งขันทั้งการประกวดขบวนรถ นางนพมาศ และการประกวดกระทง และเป็นจังหวัดแรก ของการเกิดประเพณีลอยกระทงเกิดขึ้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยได้ไปมีส่วนในการสนับสนุนประเพณีของไทยให้อยู่กับลูกหลานสืบต่อไป และขอให้ไปช่วยเที่ยวชมในงานเทศกาลลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ ของจังหวัดสุโขทัยนี้ด้วย

 

ประเพณีสงกรานต์

ประเพณีสงกรานต์  เป็นประเพณีที่คนไทยมีมาตั้งเเต่อดีต

ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเเละความยอดฮิตติดอันดับเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นประเพณีที่สนุกมาก เพราะประเพณีสงกรานต์สิ่งของที่ต้องใช้ในการเล่นก็คือน้ำกับขัน ซึ่งการเกิดประเพณีเเบบนี้เป็นเพราะอากาศเมืองไทยมันร้อนมากด้วยส่วนหนึ่ง ประเพณีสงกรานต์มีตำนาน ทุกคนในอดีตจึงสืบทอดประเพณีเหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะประเพณีสงกรานต์สมัยนี้จะเห็นได้ว่ามีความสนุกคึกคัก เพราะมีทั้งเพลงเเด๊นซ์ การเต้นเเละความสนุกสนานในพวกวัยรุ่น สงกรานต์จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่นชอบมากที่สุดของวันหนุ่มสาว

เพราะเดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าเเต่ก่อนเราเล่นกันอย่างเรียบร้อยไม่ได้ใช้น้ำเปลืองขนาดนี้ เล่นกันเเบบระมัดระวังตนเองเเละคนอื่น สมัยนี้เวลาเล่นสงกรานต์มักจะมีข่าวลวนลามผู้หญิงหรือการทะเลาะเบาะเเว้งกันในหมู่วัยรุ่น สมัยนี้จึงมีการป้องกันอย่างเเน่นหนาเพื่อความปลอดภัยในเทศกาล อีกส่วนหนึ่งคือการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมเทศกาลที่นั่น

 เทศกาลสงกรานต์นั้นเหมือนกับวันรวมญาติในหลายๆครอบครัวเลยก็ว่าได้ เพราะบางคนมาทำงานในเมืองกรุง สงกรานต์เเล้วบริษัทไห้หยุดยาว8-9วัน คนบางส่วนก็ทยอยกลับบ้านตามต่างจังหวัดต่างๆเพื่อไปหาญาติพี่น้องของตัวเอง ซึ่งก่อนเทศกาลการเดินทางก็เริ่มจะหนาเเน่นอยู่พอสมควร เพราะคนนิยมกลับบ้านเกิดกันเยอะมาก ถนนเลยติดขัดเดินทางลำบาก ประเพณีสงกรานต์จะมี3วันนับตั้งเเต่วันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ส่วนวันสุดท้ายบางครอบครัวนั้นก็จะจัดงานรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไห้ตายายผูกข้อไม้ข้อมือก่อนกลับบ้าน การไปวันทำบุญ

เพราะสงกรานต์นับว่าเป็นปีใหม่ไทยนั่นเอง สถานที่ยอดฮิตในปัจจุบันที่ใช้ในการเล่นสงกรานต์มีหลายที่ เช่น ถนนข้าวสาร พัทยา บางเเสน อีกอย่างยังมีการไหลด้วย การไหลคือใช้สำหรับการเล่นสงกรานต์วันสุดท้ายนั่นเอง 

ซึ่งวันสุดท้ายคนจะเยอะกว่าปกติมากบางที่ก็มีคอนเสิร์ตศิลปินมาเล่นในงานนั้นๆด้วย อีกอย่างชาวต่างชาติก็ชื่นชมเเละสนใจประเพณีสงกรานต์ของบ้านเรามาก เพราะมันทั้งสนุก คลายเครียดเพราะได้เล่นน้ำเเละยังมีการจัดปาร์ตี้โฟมต่างๆที่เป็นที่นิยมอยู่ ณ ตอนนี้ด้วย ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เเต่ประเพณีสงกรานต์ก็ยังอยู่กับเวลาของเราในทุกๆปี เพราะเป็นประเพณีที่ยาวนานคนนิยมเล่นเยอะ สนุกสนาน ถือว่าเป็นเทศกาลที่สนุกที่สุดไม่ต่างจากเทศกาลอื่นๆเลย เทศกาลสงกรานต์มีทุกๆปีเพื่อไห้คนไทยได้สืบสานกันต่อไป เเละเวลาจะผ่านไปเเค่ไหน ประเพณีสงกรานต์ก็ยังจะอยู่คู่กับคนไทยไปอีกยาวนานเพื่อไห้สืบสานเทศกาลเเบบนี้ต่อไป

ประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ

ร่องรอยทางประวิตัศาสตร์กษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมัน

ที่ได้เข้ามายึดแผนดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และได้มีประวิตัศาสตร์จารึกเป็นขอบเขตของเขมรโบราณและเป็นที่เราได้เสียแผนดินสมัยก่อนไปให้กับเขมรโบราณและยังมีแผนจารึกที่เป็นหลักฐานสำคัญของเขมรโบราณ 

เส้นทางการเข้ามาของกษัตริย์พระเจ้ามเหนทรวรมันได้เดินทางเข้ามาทางแม่น้ำโขงและได้เข้าสู่แม่น้ำมูและแม่น้ำชีแผนจารึกของพระองค์ประกอบด้วยจารึกถ้ำภูหมาไน จารึกปากโดมน้อย จารึกปากน้ำมูล จารึกวัดสุปัฏนาราม ๑จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อหาในจารึกจะกล่าวถึงการชัยชนะของพระองค์ที่มีต่อพื้นที่ต่างๆหลังจากนั้นก็ได้สร้างพระศิวลึงค์อันเป็นหนึ่งแห่งชัยชนะของพระองค์ไว้ที่แห่งนั้นด้วย จารึกของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ให้เห็นว่าราวพุทธศตวรรษที่12พื้นที่ภาคอีสานได้กลายเป็นขอบเขตขยายอำนาจการเข้ามาของกษัตริย์เขมรสมัยก่อนเมืองพระนครพายหลังพระเจ้ามเหนทรวรมัน

อาณาจักรของเขมรเกิดความวุ่นวายอีกครั้งส่งผลให้พื้นที่ภาคอีสานได้ปรากฏจารึกของผู้ปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจปกครองได้อย่างอิสระจารึกเหล่านี้ส่งผลให้เห็นลักษณะทางการเมืองการปกครองของเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครที่ยังไม่เกิดการร่วมอำนาจที่มั่นคงและอำนาจของเขมรในดินแดนทางภาคอีสานจะขึ้นอยู่ที่กษัตริย์มีความเข้มแข็งและหากเมื่อไหร่ที่กษัตริมีความอ่อนแอหรือเกิดความวุ่นวายที่ราชธานีอำนาจที่อยู่เหนือทางภาคอีสานจะลดน้อยลงทำให้บ้านเมืองแห่งนี้จะมีอิสระปกครองตัวเองได้ในช่วงบางเวลา

 ความขัดแย้งของอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพระนครพุทธศตวรรษที่15 18สิ้นสุดที่พระเจ้ามเหนทรวรมันที่2ทรงรวบร่วมดินแดนของเขมรที่ประกอบไปด้วยการเมืองต่างๆเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอันเป็นยุคเริ่มต้นอาณาจักรเขมรสมัยเมืองพะนครร่วมถึงการนำแนวคิดลัทธิเทวราชามาปรับใช้ในการปกครองเขมรซึ่งจะเป็นแนวคิดการปกครองอาณาจักรหลายพระองค์ต่อๆมาในสำหรับภาคอีสานนั้นก็ได้พบจารึกเขมรโบราณอายุราวพุทธศตวรรษที่15 18ปรากฏพระนามของกษัตริย์เขมรเมืองพระนครหลายพระองค์ เช่นช่วง พุทธศตวรรษที่15ปรากฏพระนามของพระเจ้าอินทรวรมันที่1 พ.ศ.1420 1432

จารึกโนนสงจังหวัดยโธร จารึกพระเจ้ายโสวรมันที่1 พ.ศ.1432 14500จารึกปราสาทพนมวันที่1จังหวัดนครราชสีมา จารึกสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่2 พ.ศ.1466 1471จารึกบ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร และ จารึกบ้านพุทรา จังหวัดนครราชสีมาต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่16ปรากฏพระนามของพระเจ้าราเชนทรวรมัน1487 1511จารึกพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่5พ.ศ.1511 1543จารึกปราสาทเมืองแขก จังหวัดนครราชสีมา จารึกเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา จารึกอุบมุง จังหวัดอุบลราชธานี

 

ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำลำตะคอง

ลำตะคองเป็นแม่น้ำสายสาขาของแม่น้ำมูลซึ่งได้คงความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ราบลุ่มบนริมฝั่งลำตะคองจึงได้ถูกจับจองสร้างเป็นชุมชนมนุษย์มานานหลายพันธุ์ปีก่อนได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปรงจนกลายมาเป็นเมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน

สำหรับการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดนครราชสีมาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เป็นลำดับสามารถเล่าเรียงให้ห็นถึงการพัฒนาการชุมชนโบราณมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์หลัฐานที่ได้ค้นพบที่มีความเก่าแก่ที่สุดได้พบอยู่บนเขาวัดเลิศสวัสดิ์(เขาจันทน์งาม)ในเขตอำเภอสีคิ้วนั้นก็คือเป็นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซึ่งได้มีอายุราวๆ3,000 4,000ปีภาพโบราณได้ถูกเขียนอยู่บนผนังเพลิงผาหินทรายขนาดใหญ่สูงจากพื้นราว3 – 4เมตรเป็นวิธีการเขียนภาพลงสีแดงมีทั้งแบบเงาทึบและภาพล่างของคนและสัตว์ซึ่งภาพคนจะมีส่วนขาใหญ่หรือที่เรียกว่าน่องโตอันเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนภาพโบราณเช่นเดียวกันกับการประทับรอยฝามือ

ซึ่งก็ได้พบเป็นรูปแบบที่กระจายมาตั้งแต่ กาญจนบุรี อุทัยธานี เรื่อยไปจนถึง อุดรธานี และ สกลนคร เนื่องหาของภาพเป็นเรื่องราวของคนหลายสิบคนที่เกี่ยวกับในสภาพของสังคมหรือในพิธีกรรมต่างๆซวึ่งก็ได้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเด็กในภาพนั้นมีคนถือธนูละยังมีภาพสัตว์ต่างๆอีกหลายชนิดซึ่งก็ได้บ่งบอกถึงในสภาพของสังคมในแหล่งโบราณคดีแถบนี้คือเป็นวัฒนธรรมหินสมัยใหม่มต่อเนื่องสำริดซึ่งมักจะตั้งชุมชนขนาดเล็ก

ในเขตที่มีลำน้ำไหลผ่านรู้จักการทำนาและประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาล่าสัตว์ แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่หน้าสนใจอีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมาคือชุมชนเกษตรกรรมเก่าแก่อายุประมาณ3,000ปีที่บ้านปราสาทอำเภอเนินสูงหลักฐานที่ได้พบจากการขุดค้นชุมชนบ้านปราสาทได้มีจำนวนมา

โดยเฉาพะโครงกระดูกมนุษย์พบเห็นอยู่มากประมาณ59โครงซึ่งก็ได้เชื่อว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้มันหน้าจะเป็นสุสานหรือเป็นหลุมฝังศพโครงกระดูกที่ค้นพบนั้นมีสภาพที่แตกต่างกันตั้งแต่ เมตรครึ่ง ไปจนถึง 5เมตรโดยมีการทำพภาชนะดินเผาขัดมันฝังลงไปรวมกับศพด้วยนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าชุมชนบ้านปราสาทโบราณหน้าจะเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

โดยมีวิวัฒนาการอย่าต่อเนื่องรู้ได้จากโบราณวัตถุที่ได้ค้นพบซึ่งก็ได้มีความแตกต่างในยุคสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผาปากแตภาชนะพิมายดำก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่นำเข้าเครื่องสำริดละเหล็กมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันและยังพบหลักฐานในช่วงเวลาสั้นๆอีกว่ามีการเติบในอารยธรรมทวารวดีและของขอมโบราณซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันราว2,000ปี

ประเพณีภาคใต้

ประเพณีแข่งขันตีโพน

สำหรับประเพรณีแข่งขันตีโพนนั้นจะมีวันเริ่มขึ้นเมื่อตั้งแต่ปลายเดือน10จนถึงแรม1ค่ำเดือน11และได้จัดควบคู่ไปกับประเพณีลากพระในวันออกพรรษาก่อนที่จะถึงวันแข่งขันสำหรับเหล่านักตีโพนต่างก็ขยันกันในช่วงของสิ่งประดิษฐ์เพื่อที่จะได้เสียงของโพนนั้นออกมาอย่างดีที่สุดและมีเสียงที่เพราะมากที่สุดและได้เลือกเอาไม้เนื้อแข็งตาลโตนดจำปาป่าขนุนป่าแกะสลัดเป็นรูปวงกลมคล้ายกับอกไก่และใช้หนังควายแก่ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เพราะมันจะมีความเหนียวและทนทานใช้เป็นหนังหุ้มโพนของพัทลุงและจึงได้มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยการที่พิถีพิถันในการประดิษฐ์และมีรูปทรงที่สวยงามจึงได้โพนออกมาที่มีเสียงเพราะมากที่สุด

 

ประเพณีการแข่งขันว่าว จังหวัดสตูล

สำหรับด้านประเพณีการแข่งขันว่าวจะมีวันจัดเริ่มขึ้นวันที่19กุมภาพันธ์2519ซึ่งโดนคณะครูอาจารย์โรงเรียนสตูนวิทยาและชาวในตำบนคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูนได้เริ่มจัดการแข่งขันเนื่องจากในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์ลมมรสุมทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือหรือลมว่าวกำลังพัดย่านย้อนที่สนามบินและในส่วนของจังหวัดภาคใต้เหมาะแก่การเล่นว่าวซึ่งได้เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ได้มีการลงทุนน้อยหรือใช้งบประมาณน้อยอีกทั้งยังเล่นง่ายและยังได้เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้ประดิษฐ์ว่าวประเภคต่างๆนั้นขึ้นมา

ซึ่งประกอบกับคนไทยที่มักชอบประดิษฐ์ช่างคิดช่างทำเห็นควายอยู่ในนาที่มันกำลังเก็บเกี่ยวและจึงได้จำลองหน้าตาของควายลงในตัวว่าวในคณะที่ว่าวนั้นได้ลอยอยู่กลางอากาศในส่วนหางจะอยู่ด้านบนส่วนหัวเขาจมูกหูจะอยู่ส่วนล่างสำหรับว่าวนั้นจะมีเสียงดังอยู่ไม่นิ่งซ่ายไปมาเหมือนกับนิสัยบ้าบิ่นของควายชาวบ้านนั้นต่างก็พากันเรียกว่าว่าวควายซึ่งได้เป็นสัญลักษณ์ของการเล่นว่าวในตัวจังหวัดของสตูนซึ่งถ้าหากใครที่อยากจะไปชมประเพณีนี้ได้ก็สามารถได้ที่จังหวัดสตูนในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์รับลองเลยว่าต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน

 

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ

พระบรมธาตุของนครศรีธรรมราชเป็นที่ศรัทธาของคนชาวเมืองนครศรีธรรมราชและชาวใต้สืบมายาวนานนับพันปีเมื่อได้เข้าถึงวัน15ค่ำเดือน6พุทธศาสนิกชนต่างรวมกันสักการะองค์พระมหาธาตุก่อเกิดประเพณีแห้ผ้าขึ้นธาตุ จะเห็นได้ว่าประเพณีถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เรานั้นควรจดจำและบันทึกไว้เป็นเรื่องราวที่ดีเพราะเป็นการเอ่ยถึงประวัติเรื่องราวที่มาได้เป็นอย่างดี โดยจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมา โดยทุกสิ่งที่เรานั้นได้ทำปฏิบัติกันมาล้วนแต่มีความสำคัญและควรสืบทอดให้ไว้ลูกหลานของเราอีกทอดนึง 

ประเพณีการผูกข้อมือ

ประเพณีผูกข้อมือแต่ละภาคอีสาน และภาคเหนือ 

วันนี้เรานั้นจะไปดูว่าแต่ละภาคนั้นเขามีพิธีผูกข้อมือกันแบบไหน และเรียกกันแบบไหนกันบ้างเพื่อว่าจะมีหนุ่มๆนั้นมาขอเราจะได้ทำตัวถูกว่าเรานั้นต้องทำตัวแบบไหนเพราะว่าแต่ละภาคนั้นคงไม่เหมือนกันแน่ เราไปดูกันค่ะว่าแต่ละภาคนั้นมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไร 

พิธีผูกข้อมือแต่งงานภาคอีสาน  

ส่วนพิธีผูกข้อมือแบบอีสานเป็นการเข้าพิธีแต่งงานด้วยการนั่งบริเวณหน้าบายศรีและจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์ เพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขและเป็นสิริมงคลในพิธีแต่งงานหลังจากนั้นญาติผู้ใหญ่มาร่วมงานผูกข้อมือด้วยการเอาด้ายหรือไหมพรมเส้นเล็กๆมาผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวเพื่อเป็นสิริมงคลโดยลำดับของผู้ผูกจากญาติผู้ใหญ่ก่อนจะให้คนอื่นมาอวยพรพร้อมกับผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวอีกรอบ

การสู่ขวัญกับก่ายคือให้หญิงชายคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกันให้แขนเท้าก่ายแขนนางเอาแขนชายทับแขนฝ่ายหญิงเสร็จผูกแขนให้ชายหญิงแล้วเอาไข่มาปอกเส้นผมตัดตรงกลางแล้วตรวจดูว่าไข่ที่ผ่านั้นเต็มใบหรือไม่ถ้าเต็มแสดงว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไปแล้วก็ยื่นไข่ครึ่งหนึ่งให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างคนต่างป้องกันเสร็จแล้วผู้ชายจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แล้วฝ่ายชายนั้นก็พากันกลับไปบ้านของตนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนง่ายๆของบ่าวสาวสมัยใหม่และไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องพิธีแต่งงานซักเท่าไหร่ซึ่งเรานั้นรองเอามาใช้กับงานของตัวเองก็ได้ 

พิธีผูกข้อมือของภาคเหนือ

ซึ่งภาคเหนือนั้นเรีกพิธีผูกข้อมือนั้นว่า พิธีฮ้องขวัญ  พิธีเรียกขวัญซึ่งมีขั้นตอนด้วยการให้คู่บ่าวสาวมานั่งที่ตั่งเรียบร้อยแล้วจากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวนั้นจะสวมมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย และก็พ่อแม่ของเจ้าบ่าวนั้นก็สวยพวงมาลัยให้กับเจ้าสาวเหมือนกันเพื่อรับเป็นสะใภ้เช่นกัน และจากนี้ก็ให้ประธานในพิธีนั้นเป็นคนสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผากและก็เข้าสู่พิธีเรียกขวัญ ทำขวัญ  หรือว่าฮ้องขวัญเสร็จแล้ว

โดยจะมีหมอขวัญนั่งข้างหน้าคู่บ่าวสาวจะใช้เวลาในการทำพิธีฮ้องขวัญประมาณ 20 นาทีพอเรียกขวัญเสร็จแล้วหมอขวัญนั้นจะเป็นผู้ผูกข้อมือก่อนจากนั้นก็เป็นพ่อแม่และตามด้วยญาติพี่น้องตามด้วยเพื่อนฝูงมาตามลำดับจากนั้นให้ผู้ที่สวมเป็นผู้ถอดมงคลให้แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธีผูกข้อมือแบบภาคเหนือ